การสร้าง Brand บนสื่อสังคม กรณี เจ คิว ปูม้านึ่ง

จากงานเขียนค้นคว้าอิสระของ นางสาวชลิดา จันโทมุข นักศึกษาในที่ปรึกษาของผม ได้ทำเรื่อง “ปัจจัยแห่งความสำเร็จของ เจคิว ปูม้านึ่ง” มีเนื้อหาส่วนหนึ่งน่าสนใจมาก เกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ของทางร้าน ผมจึงได้เอาเฉพาะส่วนนี้มาบอกเล่าให้ผู้อ่านได้รับรู้ และใช้เป็นกรณีศึกษาในการสร้างแบรนด์บนสื่อสังคมของคุณต่อไป

องค์ประกอบในการสร้างแบรนด์ และการบริหารตราสินค้า มีองค์ประกอบอยู่ 4 ส่วน (ภิเษก ชัยนิรันดร์, 2555) ผู้ศึกษาได้นำข้อมูลจากการสัมภาษณ์ และข้อมูลที่ค้นคว้าได้จากสื่อต่างๆ มาวิเคราะห์ตามหัวข้อ ดังนี้

1. สร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ (Brand Awareness)

เจคิว ปูม้านึ่ง พยายามสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคด้วยการจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าและแฟนเพจได้ร่วมสนุก ในช่วงที่เริ่มใช้สื่อสังคมในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจนั้น  ทางผู้บริหารได้สร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ โดยการให้ลูกค้าร่วมสนุก ในแคมเปญ Like & Share และสุ่มผู้โชคดีรับของรางวัล เช่น แจกปูม้า 1 กิโลกรัม  แจกตุ๊กตาเฟอร์บี้ แม้กระทั่งทัวร์เกาหลี โดยที่ทางผู้บริหารจะเน้นจัดกิจกรรมที่เป็นกระแสที่มีผู้คนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องสร้างเงื่อนไขให้ซับซ้อน เพียงตั้งกติกาง่ายๆ และที่สำคัญต้องทำอย่างโปร่งใส เมื่อยอดขายเริ่มเติบโตสื่อก็ให้ความสนใจมากขึ้น ทุกครั้งที่มีสื่อทีวี หนังสือพิมพ์ หรือสื่ออื่นๆ มาสัมภาษณ์ และกำหนดวันออกอากาศมาแล้ว ทางเจคิว ปูม้านึ่ง ก็จะจัดโปรโมชั่นในช่วงที่รายการออกอากาศพอดี ซึ่งจะได้ผลมาก ลูกค้าใหม่ก็รับรู้จะขายดีมาก รวมไปถึงการทำเนื้อหาวิดีโอ คลิปแนะนำเมนูอาหารต่างๆ เช่น คลิปแกะปู คลิปทำมาม่าเศรษฐี เป็นต้น จากจุดเริ่มต้นนี้ทำให้เจคิว ปูม้านึ่ง เกิดเป็นกระแสบอกต่อและกลายเป็นรู้จักบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว และสิ่งสำคัญต้องเริ่มจากการทำแฟนเพจ ให้สวยงาม และน่าสนใจจะเป็นการดึงดูด ผู้คนที่สนใจเข้ามารู้จักธุรกิจของเรา

นอกจากการทำโปรโมชั่นแล้ว ทางแบรนด์จะทำการส่งสินค้าไปให้ผู้ที่มีชื่อเสียง บุคคลที่อยู่ในสื่อ ในปัจจุบันช่องทางออนไลน์กว้างมาก ผู้คนแชร์กิจกรรมในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ ลูกค้าที่สั่งสินค้าไปก็จะถ่ายรูปเพื่อรีวิวสินค้าให้ทางแบรนด์ด้วย ทำให้เกิดการแชร์ต่อ เป็นส่วนช่วยให้เกิดการรับรู้ถึงแบรนด์ในกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ และไม่ว่าจะเป็นการจัดงานกิจกรรมเกี่ยวกับอาหาร ทางเจคิว ปูม้านึ่งจะเข้าร่วมอยู่เสมอเพื่อการประชาสัมพันธ์ที่กว้างขึ้น และลูกค้าจะได้รับรู้ถึงคุณภาพไปในเวลาเดียวกัน

 

 

2. การรับรู้ถึงคุณภาพ (Perceived Quality)

กลยุทธ์สำคัญที่ทางเจคิว ปูม้านึ่ง มีนั้นคืออาหารทะเลสด และมีขนาดใหญ่ ทางผู้บริหารต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าเพราะการขายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นการขายโดยที่ไม่มีหน้าร้านแต่มีบริการเดลิเวอรี่ส่งถึงบ้าน บางครั้งทำให้ลูกค้าไม่กล้าซื้อเพราะกลัวอาหารไม่สด สิ่งสำคัญต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า จะทำการถ่ายรูปเมนูอาหารในมุมสวยๆ อธิบายรายละเอียดสินค้าให้ชัดเจน เช่น ปูม้า กิโลกรัมละ 650 บาท 3 – 4 ตัวต่อกิโลกรัม จะต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจนแก่ลูกค้า

การรีวิวสินค้ามีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคใหม่ ทางผู้บริหารเคยใช้ผู้มีอิทธิพลทางการตลาดมาเป็นส่วนหนึ่งในการบอกเล่าถึงคุณภาพของสินค้าและบริการ ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจใช้บริการสำหรับลูกค้าใหม่

ScreenHunter_819 Jul. 30 19.57

 

                    3. การเชื่อมโยงของแบรนด์ (Brand Association)

สิ่งที่เห็นเด่นชัดจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารเจคิว ปูม้านึ่ง คือความเอาใจใส่ต่อลูกค้า นำเสนอสิ่งดีๆให้กับลูกค้า เจคิว ปูม้านึ่งเปรียบเสมือนแม่ค้าใจดีที่อยากให้ลูกค้าได้รับประทานของดีและอร่อยในราคาที่คุ้มค่า อยากให้มองว่าเจคิว ปูม้านึ่ง เป็นครัวที่ 2 ของบ้านคุณ ทุกเมนูได้ใส่ใจในกระบวนการ เช่น ขนมจีนน้ำยาปูทางร้านจะบอกลูกค้าว่าคุณแม่เป็นคนทำเอง เพราะมองเห็นว่าลูกค้าที่อาศัยอยู่ในสังคมเมืองอาจจะต้องอยู่ไกลบ้าน ต้องคิดถึงอาหารฝีมือของคุณแม่ แม้กระทั่งปูทางร้านจะมีทีมงานแกะเอง โดยจะพิถีพิถันในทุกขั้นตอน พยายามสื่อให้ลูกค้าเข้าใจได้อย่างชัดเจน

 

ScreenHunter_820 Jul. 30 19.57

                    4. ความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty)

สิ่งหนึ่งที่เราพยายามคิดแทนลูกค้าและพัฒนาตนเองให้น่าเชื่อถือ เพราะทางผู้บริหารเจคิว ปูม้านึ่งคิดเสมอว่าความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงสร้างยากกว่ากำไร อย่างในกรณีปูไม่ดีทางร้านจำเป็นต้องทิ้งไม่เช่นนั้นถ้าจำหน่ายไป ลูกค้าก็จะไม่เชื่อถือ ในยุคสมัยที่สื่อออนไลน์กว้างขวางต้องระวังในเรื่องข่าวไม่ดีที่จะเป็นผลกระทบกับแบรนด์ได้ นอกจากนี้ถ้ามีคำวิจารณ์ในแง่ลบ ทางผู้บริหารจัดการปัญหาด้วยตัวเองโดยทำการติดต่อกลับเพื่อรับคำวิจารณ์เพิ่มเติม และหากมีเมนูสินค้าใหม่ก็จะส่งสินค้าไปให้ผู้วิจารณ์เรานั้นได้ชิมเพราะคำวิจารณ์ ถือว่าเป็นวิธีหนึ่งในการทำวิจัยตลาด และบุคคลเหล่านี้ยังช่วยในการประชาสัมพันธ์ให้กับแบรนด์ด้วย

การสร้างความสัมพันธ์กับแฟนเพจ รวมถึงการใส่ใจตอบคำถามและพูดคุยกับลูกค้าในทัศนคติต่างๆ ทางผู้บริหารขอบคุณทุกคำวิจารณ์ที่ทำให้ทราบข้อบกพร่อง สิ่งนั้นจะช่วยให้มีโอกาสในการปรับปรุงตัวได้ ไม่ว่าปัญหาอะไรที่เกิดขึ้น ทาง เจคิว ปูม้านึ่งจะรับผิดชอบลูกค้าก่อน แสดงความรับผิดชอบออกไปก่อน โดยจะใส่ใจในทุกเรื่อง ทางผู้บริหารกล่าวว่า “ถ้าทำให้ลูกค้าผิดหวังเค้าจะไม่ซื้อสินค้าอีก เจ้าของธุรกิจควรมองลูกค้าเป็นเหมือนห่านทองคำ ฉะนั้นถ้าคุณไม่รักษาแม่ห่านไว้ให้ดี ห่านก็จะออกไข่ให้คุณแค่ใบเดียว ทั้งหมดนี้เป็นการใส่ใจในการบริการ รวบรวมความคิดเห็นและข้อตำหนิของลูกค้า ถือเป็นการสร้างความมั่นคงของลูกค้าให้มีต่อแบรนด์ และสร้างกิจกรรมทางการตลาดให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจที่ดี ตลอดจนมีความชื่นชอบ และภักดีต่อแบรนด์”

ScreenHunter_821 Jul. 30 19.57

เทคนิคที่ทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำ

การพัฒนาแบรนด์ด้วยการทำตลาดบนสื่อสังคม สามารถสร้างการรับรู้ สร้างความผูกพัน (Engagement) ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ได้ด้วย ในการพัฒนาแบรนด์ที่จะทำให้ผู้บริโภคจดจำ ปัจจัยที่นำมาวิเคราะห์ต่อไปนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ

 1. โลโก้และสีที่บ่งบอกตัวตนของแบรนด์

เจคิวปูม้านึ่งสัญลักษณ์เด่นของแบรนด์ก็คือปูม้านึ่ง สีที่กำหนดตัวตนให้กับแบรนด์คือสีส้มของปูม้านึ่ง โลโก้จะเป็นตัวแทนของทางแบรนด์ จะปรากฏบนรูปภาพโปรไฟล์ของทุกช่องทางการติดต่อ และทางร้านได้ใส่โลโก้ และเบอร์ติดต่อบนกล่องบรรจุภัณฑ์เพื่อเน้นการประชาสัมพันธ์ด้วย

ScreenHunter_822 Jul. 30 19.57

 

2. การประชาสัมพันธ์มีความต่อเนื่องอยู่เสมอ

                    ช่องทางการสื่อสารออนไลน์ของเจคิว ปูม้านึ่ง จะทำการอัพเดทรายละเอียดเมนูอาหารเป็นประจำทุกวัน ในระหว่างวันจะมีการโพสต์รูปภาพอาหารเพื่อเป็นการโฆษณาเมนูของทางร้านไปด้วย และทุกช่องทางการสื่อสารจะมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ทางแบรนด์จะแชร์สิ่งที่เป็นจุดสนใจของผู้คนในขณะนั้น หรือการหาคำคมดีๆ เพื่อช่วยสร้างกำลังใจ สิ่งที่ประชาสัมพันธ์จะต้องมีเนื้อหาที่ให้ทางบวก ทางร้านจะไม่แชร์เนื้อหาที่ไม่ดีและมีเนื้อหาในทิศทางลบ สิ่งดีๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและการทำสิ่งอย่างสม่ำเสมอจะเป็นที่จดจำ การประชาสัมพันธ์โปรโมชั่นก็เป็นสิ่งสำคัญ การจัดกิจกรรมที่ให้ลูกค้าได้ร่วมสนุก หลักสำคัญเนื้อหาที่สัมพันธ์ต้องเป็นที่สนใจ

 

ScreenHunter_823 Jul. 30 19.57

 

                  3. การสร้างความผูกพัน (Engagement)

สิ่งที่แบรนด์จำเป็นต้องทำ คือการพูดคุยโต้ตอบ และสามารถแสดงความคิดเห็นตอบกลับในคำวิจารณ์เชิงลบ และนำมาแก้ไขปรับปรุงในการบริการครั้งต่อไป จะช่วยทำให้แบรนด์ได้รับความเชื่อถือและได้รับการยอมรับจากกลุ่มลูกค้ามากขึ้นกว่าเดิม และความสม่ำเสมอของการอัพเดทข้อมูล ทางแบรนด์จะเลือกเฉพาะเนื้อหาที่น่าสนใจ เมื่อแชร์เนื้อหาดีๆไปสิ่งที่ได้รับคือ ความผูกพันกับลูกค้า (Engagement)   ทางแบรนด์จะไม่โพสต์เนื้อหาบ่อยๆ เพราะคิดว่าแฟนเพจเหมือน community ที่มีคนมานั่งพูดคุยกัน ทางแบรนด์ต้องการให้การมีส่วนร่วมระหว่างลูกค้ากับแบรนด์มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ การแชร์เนื้อหาจะเป็นเรื่องที่ประทับใจหรือข้อมูลข่าวสารสำคัญเป็นเนื้อหาที่มีประโยชน์ เพราะนอกจากข้อมูลประชาสัมพันธ์ของทางร้านแล้วทางร้านต้องการให้มีเนื้อหาเรื่องอื่นด้วย เช่น เนื้อหาเกี่ยวกับเด็ก สัตว์เลี้ยง และท่องเที่ยว

 

ScreenHunter_824 Jul. 30 19.58

 

4. การตลาดเชิงเนื้อหา (Content Marketing)

                เนื้อหาประชาสัมพันธ์เป็นหัวใจหลักของการประชาสัมพันธ์ทางสื่อออนไลน์ เพราะเนื้อหาจะนำมาด้วย การรับรู้ ความสัมพันธ์ การสื่อสารคือการสร้างการจดจำ และข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ เพราะการทำตลาดผ่านช่องทางสื่อสังคม คือการแจกจ่ายเนื้อหาที่มีคุณค่าให้แก่กลุ่มเป้าหมาย การสร้างปฏิสัมพันธ์ทางผู้ศึกษาทำการวิเคราะห์ผลการศึกษาจากการรวบรวมข้อมูลจากช่องทางประชาสัมพันธ์ของทางแบรนด์เจคิว ปูม้านึ่ง Delivery และบทสัมภาษณ์ในส่วนเนื้อหาของการประชาสัมพันธ์แบรนด์ โดยจะวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยที่ทำให้เนื้อหาออกมาดี ว่าสิ่งที่แบรนด์ประชาสัมพันธ์ มีความเชื่อมโยงกับปัจจัยดังกล่าวหรือไม่

4.1 เนื้อหาต้องมีคุณค่า

เนื้อหาที่ดีต้องสร้างการรับรู้ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิธีการจัด ส่งของ คลิปแกะปูม้า เนื้อหาที่ทางร้านสร้างขึ้นทุกอย่างต้องทำให้วิดีโอสมจริง เพื่อสื่อสารออกไปได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ลูกค้าจะรู้สึกถึงความจริงใจ ทางแบรนด์จะให้รายละเอียดสินค้าที่ครบถ้วน เพราะสื่อออกไปแล้วลูกค้าสามารถตัดสินใจได้ในทันที สร้างคุณค่าให้กับสินค้าและสื่อสารไปยังลูกค้า ให้ลูกค้ารับรู้ถึงคุณภาพให้ได้มากที่สุด

ScreenHunter_825 Jul. 30 19.58

 

 4.2 เนื้อหาต้องเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย

ลูกค้าเป้าหมายของทางแบรนด์คือกลุ่มวัยผู้ใหญ่ วัยทำงาน ฉะนั้นเนื้อหาจะเป็นประโยชน์หรือเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสหลัก เช่น การแข่งขันวอลเลย์บอล รายการที่น่าสนใจ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศในเพจไม่ให้มีเพียงแต่การขายสินค้า

ScreenHunter_826 Jul. 30 19.58

4.3 เนื้อหาต้องมีความสม่ำเสมอ

เนื้อหาจะมีการอัพเดททุกเช้า ด้วยการโพสต์รูปเมนูว่ามีอะไรบ้างเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์เสมือนหน้าร้านในการรับออเดอร์ลูกค้า ซึ่งจำเป็นต้องทำให้มีความสม่ำเสมอ

ScreenHunter_827 Jul. 30 19.58

                    4.4 เนื้อหาต้องเพลิดเพลิน มีความน่าสนใจ

เนื้อหาที่ดีจะต้องมีประโยชน์และน่าสนใจ จะสร้างความผูกพันกับแฟนเพจเรื่อยๆ ไม่โพสแต่ข้อมูลขายของ ลูกค้าของเจคิว ปูม้านึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานและวัยผู้ใหญ่ เนื้อหาของเจคิวจึงมักจะเป็นคำคมที่ให้กำลังใจ คำพูดทักทาย และการชวนกินอาหาร

ScreenHunter_828 Jul. 30 19.58

 

การโฆษณาบนเฟซบุ๊ก (Facebook Ads)

เจคิว ปูม้านึ่ง ทำการขยายฐานลูกค้าด้วยการประมูลโฆษณาและเลือกบริเวณโฆษณาที่ผู้รับชมสามารถกดชื่นชอบ (Like) เพจได้ทันที ช่วงเวลาไพรม์ไทม์หรือช่วงเวลาที่ลูกค้าเห็นโพสต์ของทางร้านมากที่สุดคือเวลา 20.00 น. แต่การโฆษณาโปรโมตโพสต์ (Boost Post) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับธุรกิจเดลิเวอรี่ คือช่วงเวลา 10.00 – 18.00 น. เพราะการโปรโมตโพสต์จะไม่มีประโยชน์เลย หากลูกค้าไม่สามารถสั่งอาหารได้ เพราะเลยเวลาทำการไปแล้ว ดังนั้นทางร้านจึงเลือกที่จะโพสต์แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายในช่วงเวลา 20.00 น.

วิธีการโปรโมตโพสต์ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ยิ่งทำเยอะก็ยิ่งดี ในขณะเดียวกันก็ต้องหาจุดที่เหมาะสมด้วย  เน้นลงรูปที่คิดว่าดีที่สุดและทำการโปรโมตโพสต์  หลังจากนั้นรอดูผลตอบรับว่ามีผู้คนมากดชื่นชอบ (Like) มากเท่าไหร่ ต้องทดลองไปเรื่อย ลักษณะการโปรโมตโพสต์ ของทางเจคิว ปูม้านึ่งนั้นวิธีการคือ ร้านอาหารควรโพสต์ประมาณ 10.00 น. แล้วก็ทำการโปรโมตโพสต์เลยเพื่อกระตุ้นให้คนอยากกิน เพราะคือช่วงเวลาที่คนเห็นแล้วอยากกิน

กลุ่มเป้าหมายของทางเจคิว ปูม้านึ่ง คือผู้หญิงอายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจที่จะซื้อสินค้า โดยทางร้านจะเน้นไปที่ผู้อาศัยในรัศมี 30 กิโลเมตร รอบเขตกรุงเทพมหานคร และใช้โฆษณาแบบกำหนดกลุ่มเป้าหมายของเฟซบุ๊ก เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเฉพาะ ทางร้านจะได้รับยอดขายจากต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10 จากการโฆษณาประจำวัน

ในการประเมินผลและการปรับปรุง ทางเจคิว ปูม้านึ่งจะใช้ข้อมูลเชิงลึกของเพจ (Page Insights) เป็นข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจว่าจะทำการโปรโมตโพสต์ใด ทางเฟซบุ๊กเพจจะแจ้งว่ามีโพสต์ใดบ้างที่ได้รับความสนใจมากหรือน้อย ทางแบรนด์ก็จะทำการโปรโมตโพสต์ดังกล่าว เมื่อผ่านไประยะหนึ่งจะเห็นรูปแบบของโพสต์ที่รับความสนใจมากที่สุด ทางแบรนด์จึงปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับรูปแบบดังกล่าวเพื่อให้โพสต์ที่โฆษณาไปมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น การใช้ข้อมูลเชิงลึกในการติดตามกิจกรรมต่างๆ ของคู่แข่ง เป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์สามารถเปรียบเทียบการโฆษณาของคู่แข่ง แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับใช้กับกลยุทธ์ด้านเนื้อหาของแบรนด์ด้วย

ในปัจจุบันมีผู้ที่ต้องการสร้างธุรกิจบนสื่อออนไลน์จำนวนมาก เพราะทุกคนล้วนแต่มีสื่อออนไลน์อยู่ในมือด้วยคุณสมบัติที่ใช้งานง่ายและต้นทุนต่ำ อีกทั้งช่องทางต่างๆ อย่าง เฟซบุ๊ก (Facebook), ไลน์แอท (Line) ก็ทำการพัฒนาคุณลักษณะพิเศษต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการใช้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารและใช้ในการพัฒนาธุรกิจ หรือทำการตลาดได้โดยง่าย

ช่องทางการจำหน่ายเจคิว ปูม้านึ่ง Delivery มีช่องทางการขายสำคัญ 3 ช่องทาง ได้แก่ เฟซบุ๊ก (Facebook) ประมาณ 60%  จำหน่ายทาง Call center ประมาณ 25-30% และช่องทางแอปพลิเคชันไลน์แอท (Line) 20% ในขณะที่ทางแบรนด์ใช้ช่องทางอินสตาแกรม (Instagram) เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าเป้าหมายที่มีกำลังซื้อได้รับรู้ถึงโปรโมชั่น และช่องทางไลน์แอทนั้นสามารถมีเพื่อนได้หลายคนไม่จำกัด บางครั้งมีออเดอร์เข้ามาเยอะก็ทำการเพิ่มพนักงานหลายคนเพื่อตอบลูกค้าได้

The Mask Singer ใช้ดราม่าผ่าน Social Media ดันเรตติ้ง

หลังจากเกิดดราม่ากันมากๆ สำหรับรายการ The Mask Singer ในวันที่หาผู้ชนะเลิศระหว่าง หน้ากากทุเรียน และหน้ากากอีกาดำ ผมเกิดคำตามขึ้นมาว่า รายการนี้ต้องการใช้ดราม่าเพื่อขับดันเรตติ้งใช่หรือไม่ เพื่อตอบคำถามดังกล่าวนี้ ผมก็พยายามย้อนรอยดราม่าต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเน้นไปที่ http://www.pantip.com แจมด้วยข่าวจากเว็บไซต์อื่นๆ

ทั้งนี้ผมจะย้อนกลับไปให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาดราม่าต่อไปนี้ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ social media เพื่อสร้างกระแส ทั้งนี้ขอไม่เรียงตามลำดับเวลา คือเจอกรณีไหนก็เอามาเล่าสู่กันฟัง

(1) กรณีเสนาหอยพูดล้อเลียนครอบครัวของตั๊ก ศิริพร มาด้วยหน้ากากเจ้าหญิง ด้วยคำพูดต่อไปนี้

“สามีคุณเพิ่งไปผ่าตัด กระดูกทับเส้นประสาท กำลังจะตายใช่มั้ยครับ ”

“คุณมีลูกเป็นผู้ชาย แต่กำลังจะเป็นตุ๊ด ใช่มั้ยครับ”

“ฟังจากสำเนียงน่าจะบ้านนอกๆ”

“ไม่เป็นไร รับจ๊อบเพิ่มเก็บเงินไว้ … แปลงเพศให้ลูก”

ทำให้เกิดกระแสว่าเสนาหอย ใช้คำพูดที่แรวจนเกินไป โดยเฉพาะคำพูดที่เกี่ยวกับลูกของตั๊ก

ScreenHunter_795 Mar. 24 16.45

(2) กรณีใบเฟริ์น พัสกร ถามสุนารี ราชสีมา ซึ่งเป็นหน้ากากแม่มด ด้วยคำว่า “คุณเคยไถนาไหมคะ” เท่านี้ก็เป็นกระแสให้หลายๆ คนรู้สึกอยากจะด่าใบเฟริ์นแล้ว นอกจากนี้ยังโดนดราม่าเรื่องการพูดที่ดูเหมือนจะแรง และใช้คำหยาบ

(3)  กรณีหน้ากากจิ้งโจ ที่ก่อนเปิดหน้ากาก มีคนชมและชื่นชอบในน้ำเสียงอย่างมากมาย แต่พอเปิดหน้ากากออกมาเป็น เป๊ก ผลิตโชค คำด่าก็ตามมาไม่ว่าจะเป็นการพูดสไตส์ไม่ชัด หน้าตาที่ผ่านศัลยกรรม รวมไปถึงเรื่องเพศสภาพของเป๊กเอง จนทำให้เป๊กต้องออกมาโพสต์อินสตราแกรมด้วยข้อความต่อไปนี้ ที่เติมดราม่าเข้าไปให้หนักขึ้น

“ช่างพูด ช่างอ่อย จีบผมหน่อยผมโสด อะแอร๊!! วันนี้จิงโจ้ไม่ชนะก็ไม่เสียใจเลย มาไกลแค่นี้ผมก็ภูมิใจแล้วครับ ต้องยอมรับว่าทุเรียนเค้าเก่งจิงๆ  และผลิตก็ทำเต็มที่แล้วครับ ชื่นชมความสามารถของหน้ากากทุเรียนมาก รอดูอยู่ว่า คุณจะเป็นใครและหวังว่าจะได้มีโอกาสร่วมงานกันครับ

แล้ววันนี้ ก็ถึงเวลาสักทีนะ ที่ผลิตจะได้มีโอกาสออกมากล่าว “ขอบคุณ” หลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตช่วงที่ผ่านมาเร็วๆนี้ ผมก็อยากจะขอบคุณ Workpoit ทั้งทีมงานและผู้ใหญ่ทุกๆท่าน ที่เชิญผมมาร่วมในรายการนี้ครับ

และที่สำคัญผลิตได้มีโอกาสร้องเพลงให้ทุกคนฟังอีกครั้ง 🙂 ขอบคุณ หน้ากากจิงโจ้เพื่อนรักด้วยนะ ที่ช่วยเราไว้ ช่วยปิดบังอคติ ของข่าวและสังคม ที่ยัดเยียดใส่ให้ผมมาตลอดเกือบสิบปีที่ผ่านมา จนคนมองข้ามผมไป และไม่เห็นตัวตนที่แท้จิงของผมเป็นยังไง

หน้ากากจิงโจ้เพื่อนรัก ช่วยทำให้หลายๆคนได้ “ฟัง” เสียงเพลงที่ผมอยากจะร้องให้ทุกคนได้ฟังอีกครั้ง…”

เท่านี้คนเห็นใจ เป๊ก ผลิตโชค กันทั้งประเทศ ทำให้คนอยากดู The Mask Singer เพิ่มมากขึ้น

ScreenHunter_797 Mar. 24 16.52

(4) หรือการเปิดหน้ากากโพนี่ ก็เป็นดราม่า เช่นกัน คือ เจ้าของหน้ากาก คือ น้องแปม ไกอา แต่ตอนเปิดหน้ากากออกมา คนก็ยังงงเพราะไม่รู้ว่าใคร จนเกิดเป็นกระแสบนเว็บบอร์ดถามถึงการเชิญแปมมาใส่หน้ากาก เพราะเธอเป็นนักร้องในสังกัดของเวิร์คพอยท์ นั่นเอง ทำให้หลายๆคนกลับไปดูผลงานของไกอาบนยูทูปต่อ

(5) กรณีบุ๋ม ปนัดดา ในนามของหน้ากากมังกร ได้ไลฟ์สดเปิดใจพร้อมพูดคุยกับแฟนคลับ แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่เป็นประเด็นดราม่า เมื่อสาวบุ๋ม บอกเล่าทั้งน้ำตาว่า ทางรายการ The Mask Singer กำลังจะมีคอนเสิร์ตของเหล่าหน้ากากในรายการกัน มีทุกคน แต่ไม่มีหน้ากากมังกร โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีคิว ทั้งที่ตัวเธอเคลียร์คิวให้แล้ว ทำเอาเจ้าตัวเสียใจมาก ๆ

(6) มาดูดราม่าในวันจัดสด ซึ่งแสดงดราม่าออกมาในหลายๆ จุด เช่น การเชิญแตงโมมาเป็นกรรมการ แต่ไม่เปิดโอกาสให้ถาม จนเกิดความสงสารแตงโมและด่ารายการกลับไป หรืออยากกรณีให้แชมป์รอรองแชมป์ให้สัมภาษณ์นาน และไม่มีเก้าอี้ให้แชมป์นั่งรอ จนถึงกับนั่งบนพื้น นอกจากนี้การลอกคนดูจากพิธีกร ว่าจะมีการเปิดหน้ากากทุเรียนหลังข่าวจบ ปรากฏว่าไม่มี สิ่งเหล่านี้ก่อกระแสให้ร้อนขึ้นเป็นหมื่นฟาเรนไฮต์ จนบนโซเชียลมีเดียวิพากย์วิจารณ์กันอย่างมากมาย แต่นั่นทำให้เรตติ้งดูจะยิ่งพุ่งกระฉูด

(7) ดราม่าต่อมา คือ ใบเฟิร์น-พัสกร ออกมาตัดพ้อในอินสตราแกรมของเธอเอง ในเรื่องการที่ให้ตนเองเป็นกรรมการในวันจัดสด และบอกว่าจะไม่ได้เห็นเธอเป็นกรรมการ รายการนี้อีก หลังมีเสียงต่อว่าเธอตามเว็บไซต์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก อีกทั้งเธอบอกถึงสาเหตุในการทำให้เกิดดราม่าตามข้อ 6 ทำให้กระแสหลากยาวให้พูดถึงนานขึ้่น

ScreenHunter_796 Mar. 24 16.45

(8) ดราม่าเรื่องกรรมการ กรรมการหลายๆ คนถูกต่อว่า เช่น แอร์ หนูเล็ก โวยวายเกินไป เสนาหอย ไม่ชอบที่ถามตั๊กอย่างที่เล่ามาข้งต้น ดี้ นิ่งเกินไป รายการไม่สนุก ครูอ้วน เวิ่นเว้นเกินไป ตั๊กใช้คำหยาบ เปลืองไปหน่อย สิ่งเหล่านี้แม้ดูจะเป็นคำวิจารณ์ของแฟนๆ แต่ก็เป็นตัวที่เร่งให้ The Mask Singer เป็นเรื่องที่พูดถึง

(9) นอกจากเรื่องดราม่าตามเวปบอร์ดต่างๆ แล้ว ยังมีหลายๆ สำนักข่าวที่เขียนเรื่องดราม่าของ The Mask Singer เป็นข่าวใหญ่อีกด้วย สิ่งนี้เป็นตัวเร่งความดราม่าให้ทะลุจุดเดือด เมื่อรายการฮิตฮอตขนาดนี้ ก็ทำให้สำนักข่าวต่างๆ เอาเรื่องราวของรายการไปเขียนอยู่เสมอ

ที่ผมยกตัวอย่างของดราม่ารายการนี้มา เพื่อบอกว่า รายการนี้เขาน่าจะกำหนดการทำให้เกิดเรื่องราวขึ้นมาในทุกๆ สัปดาห์ ให้คนได้พูดถึง เมื่อมีคนพูดถึงกันมากๆ ทำให้เกิดการอยากจะดู แล้วก็ไปหาดูกันทางยูทูป หรือดูจากการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ จนทำให้เรตติ้งของรายการเอาชนะเรตติ้่งละควรของทั้งช่อง 7 และ 3 ได้ ถือเป็นการทำการตลาดที่สุดยอดที่น่าจดจำจริงๆ

สร้างตัวตนผ่าน Facebook Group และ Line สร้างรายได้นับแสนต่อเดือน

2 วันที่ผ่านมา มีอดีตลูกศิษย์ปริญญาโทผมคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ขายของออนไลน์ มาบอกกับผมว่า เธอรู้เคล็ดลับในการทำรายได้นับแสน โดยไม่ต้องมีเว็บไซต์ขายของแบบเป็นหน้าร้านเลย จริงๆ แล้วเธอคนนี้มีเว็บไซต์ของตัวเองนะครับ คือ http://www.ohlalashop.com และก็ทำรายได้เป็นแสนต่อเดือนมานานแล้ว แต่ความรู้ใหม่ที่เธอบอกให้ทราบนี้ ไม่ได้ใช้ ohlalashop เลยครับ ซึ่งน่าสนใจมาก

หลักการคือ การสร้างตัวตนให้น่าเชื่อถือ และอาศัยความน่าเชื่อถือกดังกล่าวนี้เป็นจุดขายและดึงคนให้เข้ามาซื้อ

ขั้นแรก คือ เข้าไปเป็นสมาชิกใน Facebook Group ในกลุ่มที่เราสนใจ อย่างกรณีของลูกศิษย์คนนี้ เธอพึ่งมีลูกเล็กๆ เธอเลยสนใจในหัวข้อแม่และเด็ก หรือการเลี้ยงลูก เมื่อเข้าไปเป็นสมาชิก เธอก็พยายามหา คุณแม่ไอดอล ซึ่งนิยามที่เธอให้คือ คุณแม่ที่ให้ความรู้ต่างๆใน Facebook Group นั้น อาจจะเป็นเรื่องการเรียน การเลี้ยงดู การทำอาหาร หรืออะไรก็ได้ แต่ขอให้คุณแม่ไอดอลนี้ให้ข้อมูลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และสร้างชื่อเสียงให้ได้ภายในกลุ่ม

166850-1qtoun1388832967

 

นอกจากนั้นบรรดาคุณแม่ที่อยู่ในกลุ่มเหล่านี้ ก็จะไปตั้ง Line Group ขึ้นมา คุณแม่ไอดอลก็จะถูกชวนให้ตามไปให้ความรู้กับสมาชิกใน Line Group เหล่านั้นด้วย เมื่อให้ความรู้ ก็เกิดความผูกพัน สนิทสนม พูดคุยอย่างเป็นกันเอง ลูกศิษย์ผมก็จะเข้าไปเสนอสินค้าให้บรรดาคุณแม่ไอดอล อาจจะเป็น ผ้าอ้อมเด็กราคาถูกกว่าราคาตลาด หนังสือเด็ก หรืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เมื่อคุณแม่ไอดอลนำไปขาย คนที่ชื่นชอบก็จะแห่เข้ามาซื้อ

เธอก็แทบไม่ต้องไปวุ่นวายกับเว็บไซต์เดิมเลยครับ เพียงเอาสินค้าไปนำเสนอให้แก่คุณแม่ไอดอลพวกนี้ บรรดาคุณแม่ก็จะทำหน้าที่ขาย ซึ่งเธอบอกว่าขายง่ายมากๆ อย่างกรณีหนังสือเด็กรับไปร้อยเล่ม เพียงชั่วโมงเดียว คุณแม่ไอดอลขายหมดแล้ว

ทำให้ลูกศิษย์ผมมีกำไรจากการขาย เอาเฉพาะกำไรนะครับ ไม่ใช่ยอดขาย อยู่ที่กว่า 100,000 บาทต่อเดือน สบายสบายเลย

gsmarena_004

 

Facebook’s Brand Identity ของ ซุปไก่สกัด ตรา แบรนด์

 

2wการตั้งเป้าเนื้อหา สำหรับแบรนด์ๆ หนึ่งนั้น ควรจะกำหนดให้เนื้อหากว้างมากกว่าแคบ เช่น สมมติเราทำเนื้อหาสำหรับซุปไก่สกัด ยี่ห้อ Brand ปัญหาคือ เราจะใช้เนื้อหาอะไร เราต้องมาดู Brand Identity ของซุปไก่ก่อนว่าจะเน้นเรื่องอะไร ก่อนอื่น คำว่า Brand Identity นั้น  web site อย่าง investopedia.com ได้ให้ความหมายว่า “Brand identity is the way a business wants consumers to perceive its brand. The components of the brand (name, logo, tone, tagline, typeface) are created by the business to reflect the value the company is trying to bring to the market and to appeal to its customers.”

กล่าวสั้นๆ คือ หนทางที่ธุรกิจต้องการให้ผู้บริโภครับรู้ถึงแบรนด์ อย่างกรณี ซุปไก่สกัด ต้องการให้ลูกค้ารับรู้ว่าดื่มแบรนด์แล้วจะฉลาด คำถามต่อมาคือ ทำอย่างไรถึงจะทำให้ลูกค้ารับรู้เช่นนั้น หนทางหนึ่งคือการใช้ content marketing ทั้ง off-line และ on-line โดย

  1. ใช้ Presenter ที่เป็นตัวแทนของความฉลาด เช่น ที่ผ่านมาก็มี หนูดี วนิษา เรซ ดร.นิศรา กรุณอุทัยศิริ หรือแม้กระทั่ง โต๋ ศักดิ์สิทธิ เวชชสุภาพร ซึ่งเรียนจบได้ เกียรตินิยม เป็นต้น ถึงแม้ในเนื้อหาจะไม่ได้บอกว่า กินแบรนด์แล้วจะฉลาดเหมือนคนพวกนี้ แต่การใช้คนที่เป็นตัวแทนของความฉลาดเป็นพรีเซนเตอร์ ก็เป็นสื่อที่ดีที่ทำให้ลูกค้าเกิดการรับรู้ ทาง Brand ได้นำเรื่องราวของพรีเซนเตอร์เหล่านี้มานำเสนอเนื้อหาบน Facebook ด้วย

 

134727529510917

 

2. การจัดทำค่าย “Brand Summer Camp” ซึ่งถึงวันนี้ ก็จัดต่อเนื่องมากกว่า 28 ปีแล้ว โดยมีติวเตอร์ชื่อดังเข้าร่วม สะท้อนความเป็นคนเก่งที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ทั้งนี้ในช่วงที่มีการติว มีการถ่ายทอดผ่าน YouTube และยังสามารถดูย้อนหลังได้ด้วย

3. ในส่วนของ on-line โดยเฉพาะ Facebook นอกจากจะมีนำเนื้อหาโลก off-line มาเผยแพร่แล้ว ยังจัดให้มีเกมส์ที่ตอบสนองปัญญาด้วย เช่น มี Brand Quiz ที่มีคำถามเกี่ยวกับตัวเลข ซึ่งส่วนนี้เป็นการฝึกใช้สมองในการคิด ยังสะท้อนว่าเป็นเกมส์สำหรับคนฉลาด

gress

4. หากเรามอง Brand Identity ให้กว้างขึ้น ในแง่ของสินค้าเพื่อความฉลาด เราอาจจะนำเสนอสิ่งต่อไปนี้ได้ (เป็นสิ่งที่ Facebook ของ Brand ปัจจุบันยังมีไม่มาก)

-ประวัติของคนเก่งในแวดวงต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และอื่นๆ

-ความรู้ใหม่ๆ ของวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม

-ความรู้เกี่ยวกับการกินอาหาร หรือโภชนาการ เพื่อที่ทำให้เกิดความฉลาด หรือบรรดาอาหารเสริมต่างๆ

5.  สินค้าประเภทต่างๆ ของ Brand พร้อมคุณประโยชน์ ตรงนี้อาจจะใช้ Influencer เป็นผู้เขียนรีวิวในบล็อก แล้วเราเอามาลงใน Facebook เพื่อให้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงคุณภาพ ทำให้ Brand Identity แกร่งยิ่งขึ้น

1406878596

 

 

Facebook Group ตลาดใหญ่สำหรับคนค้าขาย

screenhunter_448-sep-08-16-14

สมมติว่า เราอยากจะขายเสื้อผ้า Brand Name มือสอง อย่าง Lyn around ที่มีอยู่เต็มตู้
คำถามคือ แหล่งไหนที่เราควรจะไปขาย???

หลายๆคน คงแนะนำให้นำไปขายบน Facebook เราก็เชื่อตามนั้น จึงไปเปิด Profile บน Facebook เป็นชื่อของเรา แต่ก็ยังขายไม่ได้ เพราะไม่มีใครเพิ่มเราเป็นเพื่อน หรือถึงมีก็จำนวนน้อยมาก หรือแม้กระทั่งเราไปเปิดเป็น Page ก็หาคนมากด Like ได้ยาก เพราะพวกเขาไม่รู้จักเรา

คำถามต่อมาคือ เราจะขายได้ยังไง???

ผมขอตอบว่า การใช้ Facebook Group ดูจะตอบโจทย์ตรงส่วนนี้มากที่สุด
ผมลองเข้าไปหาในช่องค้นหาของ Facebook โดยค้นคำว่า Lyn around ปรากฏว่ามี Facebook หลายกลุ่มที่ทำการค้าขายกันอย่างคึกคัก เราก็เข้าไปเป็น Add เป็นสมาชิกของกลุ่มเหล่านั้น ก็สามารถทำมาค้าขายระหว่างกันได้ โดยมีสมาชิกจากหลายๆกลุ่ม รวมกว่าแสนคนเลยทีเดียว

วิธีดังกล่าวนี้ทำให้ ลูกศิษย์ผมคนหนึ่ง สามารถปล่อยเสื้อผ้ามือสองที่มีอยู่ล้นตู้ออกไปได้เกือบหมด ทั้งๆที่ตัวเธอเองก็ไม่ใช่คนพูดเก่งอะไรมากมาย แค่คนที่เข้ามาเป็นสมาชิกได้ชื่นชอบแบรนด์นี้แล้วก็เข้ามาพูดคุยตกลงซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน มันเหมือนตลาดมีอยู่แล้ว เราก็เพียงแค่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตลาด ขณะที่หากสร้างเป็น Page เราก็ต้องมานั่งสร้างตลาดขึ้นมาเอง ซึ่งยากกว่ามาก

ดังนั้น หากเราขายสินค้า Brand อยู่ และต้องการตลาดสำหรับการขายสินค้า การทดลองค้นโดยอาศัยชื่อแบรนด์เป็นหนทางที่ดีมาก หนทางหนึ่ง

หรืออยากลูกศิษย์ผมอีกคนหนึ่ง ทำร้านอาหารที่จังหวัดอุดร ชื่อร้าน “วันยันค่ำ” ต้องการจะส่งเสริมการขายผ่านทาง Facebook ซึ่งเธอก็ได้ทำ Facebook Page ของร้านขึ้นมา แต่ปรากฏว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ของเธอ ไม่ได้มากจากการเปิด Page ของร้านอาหารเจอ แล้วจึงเข้ามา แต่รู้จักจากการที่เธอได้ทำการโพสต์ในกลุ่มต่างๆ ของจังหวัด อุดร แนะนำร้านอาหาร ทำให้หลายๆคนกลุ่มนั้นชวนกันมาทานจนกลายเป็นลูกค้าประจำ

ผมลองพิมพ์คำว่าอุดรลงในช่องค้นหา และเลือกกลุ่ม ปรากฏว่า มีกลุ่มของชาวอุดรหลายกลุ่มมากที่มีสมาชิกมากกว่า 10,000 คนขึ้นไป และบางกลุ่มมีคนมากกว่า 100,000 คนอย่าง อุดรมีของอยากขาย อยากซื้อ บอกด้วย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มากๆ

และนั่นคือตลาดหลักที่ทำให้คนเข้ามาทานที่ร้านวันยันค่ำ ทุกๆวัน

ดังนั้น หากร้านเราอยู่ ณ จังหวัดใด จังหวัดหนึ่ง การเสาะแสวงหากลุ่ม โดยอาจจะเริ่มต้นจากการค้นผ่านชื่อจังหวัด ก็เป็นวิธีที่ดีมากเช่นกัน

 

screenhunter_450-sep-08-16-17

 

 

กลยุทธ์ 3H บน YouTube

การสร้างวิดีโอบน YouTube หลายๆแบรนด์ทำขึ้นเพื่อสร้าง Brand Awareness เพื่อให้คนรู้จักแบรนด์หรือระลึกถึงแบรนด์เรา เมื่อสร้างมาได้แล้ว กลับค่อยๆ ลบเลือนไป ไม่มีการสานต่อ อย่างกรณีของเบอเกอร์คิงที่สร้างความฮือฮา เมื่อปล่อยวิดีโอครูปาโทรศัพท์บีบี จนเกิดกระแสข่าวอื้ออึ้งกันไปทั่ว แต่สุดท้ายกระแสก็ค่อยๆจางหายไป หรือกรณีของ snicker ที่ใช้ น้องออม สุชาเหวี่ยงแฟนๆกระเจิง เพราะหิว จนมากิน snicker แล้วอารมณ์ดี ทำให้คนรู้จักแบรนด์ชอกโกแลตนี้ขึ้นมา แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนก็หลงลืมไป

ScreenHunter_445 Aug. 29 18.37

ScreenHunter_446 Aug. 29 18.41

ก่อนที่แบรนด์จะทำวิดีโอออกมา ทาง YouTube แนะนำว่า ควรจะต้องทำการศึกษา กลยุทธ์ 3H เพื่อทำให้ผู้ชมวิดีโอและผู้ที่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกเพื่อติดตามนั้นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งได้ ดังนี้

  1. Hero – ก่อนที่เราจะนำเสนอเรื่องราวๆ ใดให้ผู้ชมนั้น จะต้องสร้างฐานคนดูให้ได้จำนวนหนึ่งเสียก่อน การใช้วิดีโอเพื่อสร้าง viral คือส่วนที่เข้ามาตรงนี้ โดยอาจจะเป็นวิดีโอเพื่อใช้ตอนเปิดตัวสินค้า หรือใช้ในงานใหญ่ๆ อย่าง การแข่งขันกีฬา ส่วนใหญ่เนื้อหาจะเน้นความสนุกสนาน หรือเล่าเรื่องจนทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ในปีๆ หนึ่งอาจจะมีวิดีโอที่เป็นจุดแห่งความสำคัญสักหนึ่งหรือสองชุดเท่านั้น ในการทำวิดีโอที่เป็น Hero จะต้องมุ่งไปยังมวลชน ให้ดึงดูดพวกเขาให้รู้จักแบรนด์

อย่างกรณีของ Nike ได้ทำวิดีโอเพื่อรองรับการแข่งขัน ฟุตบอลโลก โดยใช้ นักเตะดังๆ อย่าง โรนัลโด้ เนย์มาร์ รูนนีย์ อิบราฮิโมวิท ปิโลว์ และคนอื่นๆ มาเตะฟุตบอลประกอบเพลงที่เร้าใจ เพื่อประกอบเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ #riskeverything คือ การใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่ออันตรายเพื่อที่จะเอาชนะคู่แข่ง วิดีโอนี้สร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดกระแสดึงคนให้รู้จักกับแคมเปญใหญ่นี้ โดยมีผู้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิก (Subscriber) ของช่อง Nike อยู่ที่ 1.8 ล้านคน

หรืออย่างกรณีของ Volvo ก็ใช้เนื้อหาแบบ Hero เช่นกัน โดยให้ฌอง คล็อด แวนแดมม์ มายืนระหว่างรถบรรทุก Volvo 2 คัน แล้วขับเคลื่อนออกไปพร้อมๆ กัน เพื่อพิสูจน์ถึงความเสถียรของเครื่องยนต์ วิดีโอนี้มีคนเข้ามาชมถึงกว่า 80 ล้านครั้ง

หรืออย่าง กรณีศึกษาของไทย อย่าง ผงคนอร์ ใช้วิดีโอ “Life Swap เปลี่ยนชีวิต ชีวิตเปลี่ยน คนอร์” โดยศิลปิน อย่าง กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ หนังสั้นเรื่องนี้จะทำให้ทำให้มองสิ่งเดิมๆ ด้วยมุมมองที่ไม่เหมือนเดิม โดยมีความสนุก ซึ้ง ความรักและมุมมองใหม่ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เกิดความประทับใจ มีคนเข้ามาดู 6 ล้านกว่าครั้งในเวลาเพียงเดือนเดียว

2. Hub – เป็นเนื้อหาที่ทำเป็นประจำ อาจจะกำหนดเป็นรายสัปดาห์ หรือรายเดือน เพื่อสร้างเนื้อหาอาจจะเกี่ยวกับตัวสินค้าแบบเจาะลึก หรือสิ่งที่ลูกค้าสนใจไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีคุณค่าพอที่จะทำให้ลูกค้านั้นสมัครเป็นสมาชิก

กลับมาที่ Nike ได้มีเนื้อหาที่หวังสร้างเป็น Hub เพื่อจูงใจให้ลูกค้าหรือสมาชิกกลับมาเยี่ยมเยียนช่อง จึงได้มีการใช้ตัวการ์ตูน เป็นนักเตะชื่อดัง อย่าง สลาตัน อิบราฮิโมวิท โดยสลาตันจะมาตอบคำถามแฟนบอลพร้อมด้วยภาพการ์ตูนจำลองของตัวเขาเอง โดยมีผู้ช่วยในการเลือกคำถามที่ดีที่สุดจากคำถามมากมายขอแฟนบอลเพื่อส่งให้กับสลาตันเป็นผู้ตอบคำถามเหล่านั้นด้วยตนเอง

หรืออย่าง Volvo ก็มีการจัดทำเนื้อหาที่สามารถเป็น Hub ได้เช่นกัน แต่จะทำเป็นวิดีโอหลายๆ ชุด เพื่อดึงดูดความสนใจของคนขับรถบรรทุก เช่น “Welcome to my cab” เน่้นที่รถบรรทุกและเจ้าของที่มีลักษณะเฉพาะ หรืออย่าง “Brian’s Truck Report” เน้นรูปแบบของ Volvo ที่แตกต่างกัน

3. Hygiene – เป็นเนื้อหาที่อาจจะไม่เกี่ยวกับสินค้า แต่เป็นความสนใจที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ ทั้งนี้เข้ามาทางการค้นหา ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อหาที่ค่อยดึงคน (Pull Strategy) ในรูปแบบของการตอบคำถาม การให้บริการ หรือการแนะนำสินค้าก็ได้

Nike Academy ได้มีการจัดทำวิดีโอ ประเภท how-to เพื่อช่วยเหลือนักเตะฟุตบอลในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง เป็นเครื่องมือในการดึงคนเข้ามาที่ช่องของตนเอง ส่วนใหญ่จะไม่เน้นการขายสินค้า แต่เป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้สนใจ

หรืออย่าง Volvo สร้างเนื้อหาเชิงการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะของสินค้าที่เฉพาะเจาะจงของรถบรรทุก นอกจากนี้ยังร่วมมือกับลูกค้าในการสร้างวิดีโอ “What’s your story” ที่ทำให้ผู้ขับรถต่างๆนำเสนอทิปในการรักษาความปลอดภัยและเพิ่มผลิตผล เชื่อแน่ว่าพวกเขาจะเป็นลูกค้า Volvo จนวันตาย

หรือกลับมาที่กรณีของผงคนอร์ นอกจากที่ใช้ วิดีโอ “Life Swap เปลี่ยนชีวิต ชีวิตเปลี่ยน ” ในการสร้างให้เกิด viral แล้ว เมื่อคนเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกที่ช่องมากขึ้น ก็มีการจัดทำวิดีโอที่คอยดึงคนเข้ามาที่ช่องอยู่เรื่อยๆ ในรูปของ “สูตรเด็ด เมนูอร่อย” ซึ่งแนะนำการทำอาหารมากมายหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น ก๋วยเตี๋ยวต้มยำหมูมะนาว แกงจืดไข่น้ำมหมูสับ แกงเลียงกุ้งสด ผัดคะน้าหมูกรอบ และอื่นๆ แน่นอนว่า คนอร์ คงไม่คาดหวังว่าจะมีคนเข้ามาดูวิดีโอในส่วนของ สูตรเด็ก เมนูอร่อยนี้เป็นล้านๆ คน แต่หวังว่าคนดูจะหวนกลับมาที่ช่องบ่อยๆ เพื่อติดตามเมนูอาหารใหม่ๆ ที่จะผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ได้ในที่สุด

ทำให้คนดู YouTube คุณมากยิ่งขึ้น

จากสถิติของ YouTube ประเทศไทย ได้เปิดเผยว่า ในปี 2558 ที่ผ่านมา YouTube มีอัตราการเติบโตถึงร้อยละ 70 โดยผู้คนส่วนใหญ่จะดูจากสมาร์ทโฟนมากที่สุด โดยมีจำนวนคนที่ใช้ Internet ผ่านสมาร์ทโฟนถึง 42 ล้านราย และร้อยละ 80 หรือจำนวน 33.6 ล้านคน คือคนที่เข้าชมวิดีโอออนไลน์ นอกจากนี้คนไทยที่เคยอัพโหลดวิดีโอเข้าไปบน YouTube มีจำนวนทั้งสิ้น 1.3 ล้านคน โดยเนื้อหา 4 อันดับแรกที่เข้าชมมากที่สุด คือ

  1. เนื้อหาจากคนทั่วๆไป หรือที่เรียกว่า YouTube Creator
  2. เพลงหรือมิวสิควิดีโอ
  3. ละครและซีรีย์ย้อนหลัง
  4. ภาพยนตร์และตัวอย่างหนัง

จากจำนวนวิดีโอที่ถูกโพสต์เข้าไปบน YouTube จำนวนมาก ทำให้โอกาสที่วิดีโอของเราจะถูกค้นพบและรับชมเป็นจำนวนมากนั้น เป็นไปด้วยความยากลำบาก การที่จะหวังว่า ทำวิดีโอมา วางบน YouTube แล้วคนดูจะแห่เข้ามาชมนั้น เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย มีคำแนะนำดังต่อไปนี้

ScreenHunter_443 Aug. 29 12.15

        เมื่อทำการ upload ไฟล์วิดีโอแล้ว จะมีเนื้อหา่ 4 ส่วน ที่เราสามารถปรับแก้ไขได้ โดยส่วนแรก คือ ชื่อของวิดีโอ (title) ตรงนี้สำคัญมาก เราไม่ควรใส่ชื่อแบบทื่อๆ เดิมๆ อย่างกรณีคลิปที่อัพโหลดเป็นตัวอย่างนี้ ชื่อเดิม คือ ยำยำจัมโบ้ รสซุปหมูกระเทียม ถ้าเป็นชื่อนี้ คนเห็นก็ไม่อยากที่จะเข้ามาชม เพราะดูเป็นโฆษณามากๆ ผมเลยตั้งชื่อใหม่ เป็น “ขอหอมทีจ้า คนสวย” เป็นการทำให้คนสนใจ ทำให้ผู้ชายเข้ามาดู

ขอยกตัวอย่างการตั้งชื่ออีกอัน เป็นการทดลองของกลุ่ม NungFree SubThai เอาหนังที่ไม่น่าดูมาเรื่องหนึ่ง ในเรื่องไม่มีฉากโป๊อะไร แต่ตั้งชื่อว่า กรุ๊ปรัก สะบัดเซ็กส์ ปรากฏว่าจากชื่อ ทำให้คนเข้ามาเกือบ 12 ล้าน views ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้ชายที่อยากเข้ามาดูหนังอย่างว่า แต่ผิดหวังเต็มๆ การตั้งชื่ออีกอย่างที่นิยมกันมากๆ คือ การตั้งชื่ออีกอย่างที่นิยมกันมากๆ คือ การตั้งชื่อที่ทำให้คนอ่านรู้สึกต้องการเฉลยที่อยู่ในตัวข่าว เช่น “ลืมเขาแล้วยัง!!… รปภ. ถูกหวย 30 ล้าน ทิ้งลูกเมีย ผ่านไป 1 ปี ตอนนี้เขาเป็นแบบนี้แล้ว..!!?” หรือ “สุดทึ่ง !! “หนึ่ง มาฬิศร์” นักแสดงละครพื้นบ้านจักรๆวงศ์ๆ ผู้โด่งดังในตำนาน ล่าสุดชีวิตสุดพลิกหนัก สภาพเป็นแบบนี้ไปแล้ว !!” คนอยากรู้ก็จะเข้ามาอ่าน

        ส่วนที่สองคือ รูปภาพ หรือ Thumbnail หาก Thumbnail มีขนาดเล็ก ไม่เห็นหน้าเห็นตา อาจจะไม่มีคนสนใจที่จะคลิ๊ก หรือถ้าเป็นรูปเฉยๆ ไม่มีตัวอักษรอะไรเลย ก็ทำให้ไม่น่าสนใจ ดังนั้นการใส่ข้อความหรือรูปภาพลงไป ทำการเชิญชวนให้คนสนใจที่จะเข้ามาชม อย่างกรณี รูปด้านล่าง จะเห็นว่าเราจะสนใจ Thumbnail ขุมทรัพย์ฟรีใน Youtube เพราะมีรูปและข้อความทำให้เราเกิดความสนใจ
        อย่างไรก็ตาม หากบัญชี YouTube ของใครยังไม่สามารถกำหนดค่าของภาพขนาดย่อได้ หมายความว่าช่องยูทูปของตัวเองยังไม่ได้ยืนยันบัญชี YouTube สามารถทำได้โดยการ ไปที่

http://www.youtube.com/features

          ตรงสถานะบัญชีจะเห็นปุ่มคำว่า ยืนยัน กดไปเลย แล้วเลือกประเทศไทย จากนั้นเลือกว่าจะให้ส่งรหัสยืนยันทางข้อความหรือโทร แล้วก็ใส่เบอร์โทร แล้วกด ส่งรอรับรหัส 6 หลัก ใส่ในช่องให้เรียบร้อย แค่นี้ก็สามารถอัพรูปได้แล้ว

ScreenHunter_440 Aug. 29 11.39

    คำอธิบายรายละเอียดของวิดีโอ ตรงนี้ควรใส่รายละเอียดว่า วิดีโอเราดีอย่างไรที่คนควรเข้ามาชม อย่างกรณี “ยำยำ จัมโบ้ ชุดหมูกระเทียม” เราก็ใส่ความดีของสินค้าเรา คือ “กับความเต็ม ความแน่น ความขาวของเส้นยำยำ ทำให้คุณต้องตะลึงกับความอร่อย” หรือเคล็ดลับของเอเยนซีบางราย กล่าวว่า ควรลงรายละเอียด ด้วยการทำซ้ำกับชื่อ เช่น กรณีของขุมทรัพย์ฟรีใน Youtube เราก็เขียนรายละเอียดว่า “ขุมทรัพย์ฟรีใน Youtube ที่สามารถนำมาหาเงินได้” การย้ำคำดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของการค้นหา
    ส่วนสุดท้าย คือ Tag คำถามเกิดขึ้นว่าเราจะใส่ tag อย่างไร ข้อแนะนำง่ายๆ คือ ค้นหาคำเช่น คำว่า ยำยำ ใน google ท้ายการค้นหา จะมีหัวข้อ การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ ยำยำ เอาส่วนนี้แหละครับที่ใส่ลงใน Tag

ScreenHunter_442 Aug. 29 12.13

    นอกจากนี้ หากเราต้องการ Tag ลงไปรายละเอียดเรื่อยๆ เราก็ดูการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับคำที่แนะนำไว้ เช่น เราคลิกที่คำว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยำยำ ก็จะมีคำแนะนำการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยำยำ ท้ายการค้นหา

ScreenHunter_444 Aug. 29 12.19

อาหารเสริม “สโนว์ซ” ทำไวรัลทางลบไปเพื่ออะไร???

อาหารเสริม “สโนว์ซ” ทำไวรัลทางลบไปเพื่ออะไร???

            ว่ากันตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั่วๆ ไปแล้ว การใช้ไวรัลมาร์เก็ตติ้ง เพื่อให้ผู้คนติดตามพูดถึงกันทั่วบ้านทั่วเมืองนั้น เป็นกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดอันหนึ่งของการทำการตลาดออนไลน์ ปกติในต่างประเทศ มักจะเสนอแนวคิดที่พลิกด้านที่คนไม่ค่อยมอง หรือนำเสนอเรื่องประหลาดอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ชาวโลกออนไลน์ได้แชร์และพูดถึงกันไป

อย่างกรณีของ Red Bull ที่เจาะกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มที่ชื่นชอบอะไรที่เสี่ยงๆ และพวกที่เล่นกีฬาที่หวาดเสียวอย่าง extreme game ก็ใช้วิดีโอเพื่อสร้างไวรัล โดยเนื้อหาคือการให้   Felix Baumgartner กระโดดจากชั้นบรรยากาศลงมาบนพื้นโลกได้สำเร็จ สร้างความตื่นตามตื่นใจให้กับผู้เข้าชมกว่า 40 ล้านคนผ่านทางช่อง Rel Bull หรือกรณีของน้ำดื่ม Evian ที่ใช้วิดีโอที่ตรงกับแนวคิดของแบรนด์ตนเอง คือ Live Young โดยให้คนที่มีอายุมากมาส่องกระจกจากนั้นในกระจกจะสะท้อนออกมาเป็นวัยเด็กของคนเหล่านั้น สร้างความตื่นตะลึงให้หลาย ๆ คนอยากเข้ามาลอง ทำให้คนดูกว่า 100 ล้านคนได้เข้าชม จะเห็นการทำไวรัลมักจะมีเนื้อหาที่เข้ากับการสร้างแบรนด์ แต่อาศัยการเสนอเรื่องราวที่พลิกด้านที่น่าสนใจเพื่อทำให้เกิดการแชร์เนื้อหา

 

capture-20160108-195809

แต่วิธีการดังกล่าว มักจะยากต่อการทำให้เกิดไวรัล โดยเฉพาะในประเทศไทย ทั้งนี้หากพิจารณาการทำไวรัลที่ผ่านมา จะพบว่าล้วนแต่เจือปนกับการตลาดแบบดราม่าที่เรียกว่าต้องถูกคนวิพากษ์วิจารณ์ตามมาภายหลังกันแทบจะทุกราย

อย่างกรณีโฆษณาหนึ่งที่สร้างไวรัล ในประเทศไทยที่เรียกดราม่าจากการที่มีวิดีโอคุณครูปาโทรศัพท์มือถือของนักศึกษาในห้องบนยูทูป จนเป็นข่าวครึกโครมอยู่หลายวัน แต่ต่อมาก็เฉลยว่าผู้ที่ทำโฆษณาคือ Berger King ทำให้ผู้คนออนไลน์ต่อว่าเพราะคล้ายจะเป็นควายที่ถูกล่อหลอกด้วยโฆษณา หรืออย่างวิดีโอโฆษณาที่ให้ดาราอย่าง ออม สุชาร์ โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง วีนแตกกับแฟนๆ ไม่อยากจะทำงาน เพราะไม่ได้ทานข้าว แล้วเดินจากไป ปรากฏว่ามาเฉลยภายหลังว่าเป็นส่วนหนึ่งของโฆษณา Snicker ซึ่งตรงกับแนวคิดหลักขอองแบรนด์ที่ว่า “อย่าให้ความหิวมาทำให้คุณเปลี่ยนไป” โฆษณานี้ก็ทำให้หลายๆ คนรู้สึกเหมือนถูกหลอกอีกเช่นกัน

 

capture-20160108-201431

            มาคราวนี้ อาหารเสริมอย่าง “Snowz” ที่เป็นกลูธาไธโอนที่กินเข้าไปแล้วจะทำให้ผิวขาว ต้องการที่จะเข้าตลาดที่มีการแข่งขันที่สูงมากๆ จะทำอย่างไรในการสร้างความรู้จักกับแบรนด์ (Brand Awareness) หากจะใช้วิธีแบบพื้นๆ ก็อาจจะล้มเหลว ไม่เป็นที่รู้จัก???

หากเป็นคุณ คุณจะทำอย่างไร???

ผมพยายามลองมองในฐานะของเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือบริษัทตัวแทนในการทำโฆษณา พวกเขาอาจจะมองไปที่ความนิยมชมชอบผิวขาวที่ถูกยกย่องว่าเป็นความสวยนั้นเป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ แต่หากโฆษณาเพียงแค่ว่าหากกินอาหารเสริมของพวกเขาแล้วจะผิวขาว อาจจะไม่มี Impact ที่หนักแน่นพอ หรือไม่สตรองพอ

พวกเขาเลยใช้วิธีการเปรียบเทียบ โดยอาศัย ดาราดัง อย่าง คริส หอวัง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับดาราใหม่ที่ขาวกว่า คริส ซึ่งไม่ดูแลตัวเองให้ดี ก็จะมีผิวที่คล้ำลงจนตัวดำปี๋ และลงท้ายโฆษณาว่า “แค่ขาว ก็ชนะ”

เท่านั้นละครับ โลกออนไลน์ ก็ร้อนเป็นไฟ Facebook Page ดังๆ อย่าง Drama-Addict หรืออย่าง Theetawit Setthachai ได้ออกมาวิจารณ์การใช้วิธีการโฆษณาดังกล่าว อีกทั้ง Page ของนิตยสารรวมถึงทีวีต่างๆ ก็แห่เอาประเด็นนี้มาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมาย

 

 

นอกจากนี้กระแสยังลามไปต่างประเทศอย่างรวดเร็ว เมื่อทาง Cnn.com นำเรื่องนี้ไปลงเป็นข่าวไปทั่วโลก

Screenshot_2016-01-08-16-28-50

การหยิบประเด็นอย่างเรื่องการเหยียดผิว มาเป็นเสมือนแนวคิดหลักของโฆษณา โดยใช้คำลงท้ายว่า “แค่ขาว ก็ชนะ” แถมมีรูปดำปิ๊ดปี๋ของคริส ทำให้เกิดการพูดถึงกันทั่วโลกในช่วงข้ามวัน ทำให้คนรู้จัก ยากลูธาไธโอนชนิดนี้แบบจะทันที โดยเสียค่าใช้จ่ายเพียงแค่ค่าตัวดาราคนหนึ่ง ก็คิดว่าคุ้มแสนคุ้ม

ผมว่า มันคือความตั้งใจของบริษัท Seoul Secret ที่จะอาศัยประเด็นนี้จุดกระแสสินคาของตนเอง ซึ่งไม่ต่างจากวิธีของรุ่นพี่ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

คำถาม อาจจะเกิดขึ้นมาว่า วิธีการดังกล่าว จะเป็นการทำลายแบรนด์ของตนเองหรือไม่???

ลองถามกลับไปว่า อย่างกรณีแบรนด์ Berger King ชื่อเสียงถูกทำลายหรือเปล่า หรือ กรณีของ Snicker ชื่อเสียงถูกทำลายหรือไม่

คำตอบ คือไม่เลย ไม่ถูกทำลายเพราะการกระทำของตนเองสักเจ้า

คนไทย ลืมง่าย นี้คือคำเฉลยที่สำคัญ เรื่องดราม่าที่พูดๆ กันในโลกออนไลน์ จะอึกทึกครึกโครมเพียงไม่กี่วัน แต่หลังจากนั้น ก็หายไปพร้อมกับเรื่องใหม่ๆที่เข้ามาแทนที่ อีกทั้งคนที่ได้ดูโฆษณา หลายๆ คน อาจจะสนใจผลิตภัณฑ์ แม้ว่าปากจะด่าทอต่อว่าการโฆษณาที่ใช้วิธีนี้

แน่ละ ไม่ใช่คน 100% ที่เห็นโฆษณานี้อยากจะเข้าซื้อสินค้า

แต่แค่เพียง 5% หรือ 10% ก็เป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่เพียงพอ ทำให้ยอดขายอาจจะเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งคนทั่วๆ ไป ต่างก็รู้จักยี่ห้อแบรนด์ “สโนว์ซ” ขึ้นมาโดยทันที เรียกว่าเป็นการ Segmentation ชั้นเซียนเลยทีเดียว

หลายๆ คนอาจจะมองว่า บริษัทได้รับผิดชอบโดยการออกมาขอโทษ และเอาคลิปวิดีโอนี้ออกจาก YouTube แต่เพียงแค่วันสองวัน กับการที่คนได้เริ่มรู้จักกับแบรนด์ อีกทั้งกระแสการพูดคุยกันอีกหลายวัน ก็เพียงพอแล้วสำหรับการลงทุนทำโฆษณาชุดนี้

และอีกไม่นาน ผมก็ยังเชื่อว่า จะยังมีโฆษณาที่อาศัยดราม่า แล้วนำมาเล่นกับความรู้สึกของคนไทยอยู่อีกต่อไปเรื่อยๆ (สำหรับบริษัทนี้ ผมก็ยังเชื่อว่าจะยังมีโฆษณาชุดต่อไปเพื่อให้คนจำแบรนด์ของตนเอง แต่จะลดความเหยียดผิวลง เท่านั้นเอง)

capture-20160108-205325

 

 

Google Alerts…เครื่องมือ monitoring อย่างง่ายๆ

ผมลองเปิด e-mail ของผม คือ doctorpisek@gmail.com ก็พบข้อความจาก google alerts จำนวนมากที่ส่งมา ส่วนใหญ่จะเป็นการเตือนว่ามีเว็บไซต์ที่กล่าวถึงคำค้น (keyword) ที่ผมใช้ ซึ่งผมลองเป็น เอไอเอส กับดีแทค

capture-20160108-103214

 

ผมลองคลิ๊กเข้าไปที่อีเมล์หัวข้อหนึ่ง ก็จะเป็นรายงานข่าวสาร ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2558 จากเว็บไซต์ข่าวต่างๆ เช่น มติชน เดลินิวส์ โพสต์ทูเดย์ กรุงเทพธุรกิจ ผู้จัดการ และอื่นๆ โดยที่ผมไม่จำเป็นต้องมานั่งค้นผ่าน google เลย ถือเป็นการลดเวลาในการค้นหาของผม ด้วยบริการแบบฟรีๆ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ อยากลองใช้บ้างไหม

capture-20160108-103932

 

เข้าไปที่ google.com/alerts จะมีช่องให้เราสร้างคำค้นที่คิดว่าจะใช้ในการติดตาม ซึ่งอาจจะเป็นแบรนด์ ชื่อบริษัท ชื่อคู่แข่ง หรือชื่ออะไรก็ได้ที่เราสนใจติดตาม สมมติว่าผมจะติดตามความเคลื่อนไหวเครือข่ายมือถือ TRUEMOVEH ก็พิมพ์ลงไปในช่อง จะปรากฏตัวอย่างของผลลัพธ์ที่จะถูกส่งไปยัง e-mail ที่เรากรอกลงไป (ต้องเป็น email ของ Gmail)

capture-20160108-122719

 

จากนั้น จะปรากฏรายการคำค้นที่ตามรายการข้างล่าง ซึ่งปรากฏทั้งคำค้นเดิม และคำค้นใหม่ที่พึงใส่เข้าไป

capture-20160108-122829

และเมื่อมีข่าวที่อัพเดทจากเว็บต่างๆที่มีคำค้นของเราเกี่ยวข้อง google ก็จะมีการแจ้งผ่านทาง e-mail ของเราทันที เป็นอันเสร็จพิธี