อาหารเสริม “สโนว์ซ” ทำไวรัลทางลบไปเพื่ออะไร???

            ว่ากันตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั่วๆ ไปแล้ว การใช้ไวรัลมาร์เก็ตติ้ง เพื่อให้ผู้คนติดตามพูดถึงกันทั่วบ้านทั่วเมืองนั้น เป็นกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดอันหนึ่งของการทำการตลาดออนไลน์ ปกติในต่างประเทศ มักจะเสนอแนวคิดที่พลิกด้านที่คนไม่ค่อยมอง หรือนำเสนอเรื่องประหลาดอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ชาวโลกออนไลน์ได้แชร์และพูดถึงกันไป

อย่างกรณีของ Red Bull ที่เจาะกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มที่ชื่นชอบอะไรที่เสี่ยงๆ และพวกที่เล่นกีฬาที่หวาดเสียวอย่าง extreme game ก็ใช้วิดีโอเพื่อสร้างไวรัล โดยเนื้อหาคือการให้   Felix Baumgartner กระโดดจากชั้นบรรยากาศลงมาบนพื้นโลกได้สำเร็จ สร้างความตื่นตามตื่นใจให้กับผู้เข้าชมกว่า 40 ล้านคนผ่านทางช่อง Rel Bull หรือกรณีของน้ำดื่ม Evian ที่ใช้วิดีโอที่ตรงกับแนวคิดของแบรนด์ตนเอง คือ Live Young โดยให้คนที่มีอายุมากมาส่องกระจกจากนั้นในกระจกจะสะท้อนออกมาเป็นวัยเด็กของคนเหล่านั้น สร้างความตื่นตะลึงให้หลาย ๆ คนอยากเข้ามาลอง ทำให้คนดูกว่า 100 ล้านคนได้เข้าชม จะเห็นการทำไวรัลมักจะมีเนื้อหาที่เข้ากับการสร้างแบรนด์ แต่อาศัยการเสนอเรื่องราวที่พลิกด้านที่น่าสนใจเพื่อทำให้เกิดการแชร์เนื้อหา

 

capture-20160108-195809

แต่วิธีการดังกล่าว มักจะยากต่อการทำให้เกิดไวรัล โดยเฉพาะในประเทศไทย ทั้งนี้หากพิจารณาการทำไวรัลที่ผ่านมา จะพบว่าล้วนแต่เจือปนกับการตลาดแบบดราม่าที่เรียกว่าต้องถูกคนวิพากษ์วิจารณ์ตามมาภายหลังกันแทบจะทุกราย

อย่างกรณีโฆษณาหนึ่งที่สร้างไวรัล ในประเทศไทยที่เรียกดราม่าจากการที่มีวิดีโอคุณครูปาโทรศัพท์มือถือของนักศึกษาในห้องบนยูทูป จนเป็นข่าวครึกโครมอยู่หลายวัน แต่ต่อมาก็เฉลยว่าผู้ที่ทำโฆษณาคือ Berger King ทำให้ผู้คนออนไลน์ต่อว่าเพราะคล้ายจะเป็นควายที่ถูกล่อหลอกด้วยโฆษณา หรืออย่างวิดีโอโฆษณาที่ให้ดาราอย่าง ออม สุชาร์ โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง วีนแตกกับแฟนๆ ไม่อยากจะทำงาน เพราะไม่ได้ทานข้าว แล้วเดินจากไป ปรากฏว่ามาเฉลยภายหลังว่าเป็นส่วนหนึ่งของโฆษณา Snicker ซึ่งตรงกับแนวคิดหลักขอองแบรนด์ที่ว่า “อย่าให้ความหิวมาทำให้คุณเปลี่ยนไป” โฆษณานี้ก็ทำให้หลายๆ คนรู้สึกเหมือนถูกหลอกอีกเช่นกัน

 

capture-20160108-201431

            มาคราวนี้ อาหารเสริมอย่าง “Snowz” ที่เป็นกลูธาไธโอนที่กินเข้าไปแล้วจะทำให้ผิวขาว ต้องการที่จะเข้าตลาดที่มีการแข่งขันที่สูงมากๆ จะทำอย่างไรในการสร้างความรู้จักกับแบรนด์ (Brand Awareness) หากจะใช้วิธีแบบพื้นๆ ก็อาจจะล้มเหลว ไม่เป็นที่รู้จัก???

หากเป็นคุณ คุณจะทำอย่างไร???

ผมพยายามลองมองในฐานะของเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือบริษัทตัวแทนในการทำโฆษณา พวกเขาอาจจะมองไปที่ความนิยมชมชอบผิวขาวที่ถูกยกย่องว่าเป็นความสวยนั้นเป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ แต่หากโฆษณาเพียงแค่ว่าหากกินอาหารเสริมของพวกเขาแล้วจะผิวขาว อาจจะไม่มี Impact ที่หนักแน่นพอ หรือไม่สตรองพอ

พวกเขาเลยใช้วิธีการเปรียบเทียบ โดยอาศัย ดาราดัง อย่าง คริส หอวัง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับดาราใหม่ที่ขาวกว่า คริส ซึ่งไม่ดูแลตัวเองให้ดี ก็จะมีผิวที่คล้ำลงจนตัวดำปี๋ และลงท้ายโฆษณาว่า “แค่ขาว ก็ชนะ”

เท่านั้นละครับ โลกออนไลน์ ก็ร้อนเป็นไฟ Facebook Page ดังๆ อย่าง Drama-Addict หรืออย่าง Theetawit Setthachai ได้ออกมาวิจารณ์การใช้วิธีการโฆษณาดังกล่าว อีกทั้ง Page ของนิตยสารรวมถึงทีวีต่างๆ ก็แห่เอาประเด็นนี้มาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมาย

 

 

นอกจากนี้กระแสยังลามไปต่างประเทศอย่างรวดเร็ว เมื่อทาง Cnn.com นำเรื่องนี้ไปลงเป็นข่าวไปทั่วโลก

Screenshot_2016-01-08-16-28-50

การหยิบประเด็นอย่างเรื่องการเหยียดผิว มาเป็นเสมือนแนวคิดหลักของโฆษณา โดยใช้คำลงท้ายว่า “แค่ขาว ก็ชนะ” แถมมีรูปดำปิ๊ดปี๋ของคริส ทำให้เกิดการพูดถึงกันทั่วโลกในช่วงข้ามวัน ทำให้คนรู้จัก ยากลูธาไธโอนชนิดนี้แบบจะทันที โดยเสียค่าใช้จ่ายเพียงแค่ค่าตัวดาราคนหนึ่ง ก็คิดว่าคุ้มแสนคุ้ม

ผมว่า มันคือความตั้งใจของบริษัท Seoul Secret ที่จะอาศัยประเด็นนี้จุดกระแสสินคาของตนเอง ซึ่งไม่ต่างจากวิธีของรุ่นพี่ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

คำถาม อาจจะเกิดขึ้นมาว่า วิธีการดังกล่าว จะเป็นการทำลายแบรนด์ของตนเองหรือไม่???

ลองถามกลับไปว่า อย่างกรณีแบรนด์ Berger King ชื่อเสียงถูกทำลายหรือเปล่า หรือ กรณีของ Snicker ชื่อเสียงถูกทำลายหรือไม่

คำตอบ คือไม่เลย ไม่ถูกทำลายเพราะการกระทำของตนเองสักเจ้า

คนไทย ลืมง่าย นี้คือคำเฉลยที่สำคัญ เรื่องดราม่าที่พูดๆ กันในโลกออนไลน์ จะอึกทึกครึกโครมเพียงไม่กี่วัน แต่หลังจากนั้น ก็หายไปพร้อมกับเรื่องใหม่ๆที่เข้ามาแทนที่ อีกทั้งคนที่ได้ดูโฆษณา หลายๆ คน อาจจะสนใจผลิตภัณฑ์ แม้ว่าปากจะด่าทอต่อว่าการโฆษณาที่ใช้วิธีนี้

แน่ละ ไม่ใช่คน 100% ที่เห็นโฆษณานี้อยากจะเข้าซื้อสินค้า

แต่แค่เพียง 5% หรือ 10% ก็เป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่เพียงพอ ทำให้ยอดขายอาจจะเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งคนทั่วๆ ไป ต่างก็รู้จักยี่ห้อแบรนด์ “สโนว์ซ” ขึ้นมาโดยทันที เรียกว่าเป็นการ Segmentation ชั้นเซียนเลยทีเดียว

หลายๆ คนอาจจะมองว่า บริษัทได้รับผิดชอบโดยการออกมาขอโทษ และเอาคลิปวิดีโอนี้ออกจาก YouTube แต่เพียงแค่วันสองวัน กับการที่คนได้เริ่มรู้จักกับแบรนด์ อีกทั้งกระแสการพูดคุยกันอีกหลายวัน ก็เพียงพอแล้วสำหรับการลงทุนทำโฆษณาชุดนี้

และอีกไม่นาน ผมก็ยังเชื่อว่า จะยังมีโฆษณาที่อาศัยดราม่า แล้วนำมาเล่นกับความรู้สึกของคนไทยอยู่อีกต่อไปเรื่อยๆ (สำหรับบริษัทนี้ ผมก็ยังเชื่อว่าจะยังมีโฆษณาชุดต่อไปเพื่อให้คนจำแบรนด์ของตนเอง แต่จะลดความเหยียดผิวลง เท่านั้นเอง)

capture-20160108-205325