อาจารย์ ดร. มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ได้เขียนเนื้อหาที่น่าสนใจในเพจของอาจารย์เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของนักข่าว โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า

“การรายงานข่าวนั้น “ห้าม” นักข่าวใส่ความเห็นของตนเองลงไปในข่าว ส่วนนำ หรือแม้แต่เนื้อข่าว ถ้าอยากแสดงความคิดเห็น ให้ไปนำเสนอในส่วนของคอลัมน์ บทความ บทวิเคราะห์ หรือแม้แต่บรรณาธิการ” และอาจารย์ยังย้ำอีกว่า “เราต้องแยกความคิดเห็นออกจากเนื้อข่าว มันเป็นจรรยาบรรณพื้นฐานของนักข่าว”

นั้นคือพื้นฐานข่าวที่เหล่านักศึกษานิเทศศาสตร์ได้เรียนรู้จนกระทั่งถือเป็นคัมภีร์…

แต่…ในสังคมโซเชียลในปัจจุบัน มีหลายเพจที่มีหน้าที่ในการนำเสนอข่าว โดยอาศัยแหล่งข้อมูลจากผู้เสียหายโดยตรง เข้ามานำเสนอ และบางครั้งถึงกับร้องเรียนให้สังคมได้รับรู้ถึงการกระทำที่ไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้น และตัวเพจนั้นเอง อาศัยความที่ไม่ปรากฏตัวตนของเจ้าของเพจหรือแอดมิน ก็ผสมลงโรงนำเสนอความคิดลงในเนื้อหานั้นด้วยภาษาที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา บางครั้งออกจะเป็นภาษาแบบชาวบ้านร้านตลาดอยู่บ้าง

เราเรียกเพจเหล่านี้ว่า เพจดาร์ค…

เฟซบุ๊ก Time Chuastapanasiri ให้ความหมายของเพจดาร์คว่า  “ลักษณะของเพจดาร์ค น่าจะมี 3 ข้อ คือ เพจที่แอดมินไม่เปิดเผยอัตลักษณ์, เป็นคนจริงๆ ที่สร้างตัวละครสมมุติ และ มักโพสต์เนื้อหาที่รุนแรง ดรามา เป็นกระแส โดยเฉพาะมีเป้าหมายเพื่อจุดประเด็นทางสังคม”

ด้วยความที่สื่อเดิมนั้น มีข้อจำกัดในการนำเสนอ กล่าวคือ หากส่งข้อความไป แต่สื่อไม่ยอมลงข่าวให้ ก็ไม่มีทางทำให้สังคมรับรู้อะไรได้ แต่สื่ออย่างเพจดาร์ค คุณสามารถให้ข้อมูลแก่เพจทั้งในรูปของข้อความ รูปภาพ หรือคลิบวิดีโอ เพื่อนำเสนอได้อย่างเต็มที่ ด้วยความที่เพจดาร์ค ต้องการที่อยากจะช่วยผู้ที่เดือดร้อน หรือถูกรังแก ทำให้ถูกนำเสนอในเพจ โดยมีผู้อ่านค่อยติดตามกว่าแสนคน ที่ค่อยตอกย้ำประเด็นเหล่านี้ในช่องคอมเมนต์

แทบจะทุกครั้ง ระดับของภาษาที่ใช้ในช่องคอมเมนต์จะดุเดือดเลือดพล่าน หลายๆ ความเห็นก็ตัดสินเรื่องราวนั้นไปเสียแล้ว จนกระทั่งความเห็นหลังๆ จะเป็นการด่าทอเสียมากกว่า

แน่ละ…สังคมโซเชียล มีความเป็นอิสระที่ทำให้เกิดความดราม่าดังกล่าวขึ้นมาได้โดยง่าย

เรื่องราวหลายๆ เรื่องจึงถูกจุดขึ้นมาเป็นประเด็นในสังคม จนกระทั่งสื่อเดิมต้องหันมาอาศัยสื่อจากเพจดาร์คเหล่านี้เป็นแหล่งข่าวสำคัญ ทั้งหนังสือพิมพ์ หรือรายการโทรทัศน์ และบางแห่งถึงกับจับมือกับเพจดาร์คในการนำเสนอข่าวอย่างเป็นทางการเลยทีเดียว

พลังของเพจดาร์ค ทำให้หลายกรณีถูกแก้ไขให้เรื่องร้ายๆกลับกลายเป็นดี ทั้งนี้เพราะกระแสที่เกิดขึ้นไปกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะเพจดาร์คมีหลักฐานในรูปของคลิปวิดีโออย่างเด่นชัด จนยากที่จะปฏิเสธความจริงไปได้

เป็นทางออก ของผู้ที่เคยถูกสังคมกดขี่หรือข่มเหง ให้สามารถลุกขึ้นมาต่อสู้ได้ จากที่ต้องยอมสยบมาเป็นเวลานาน

แต่ในหลายๆ กรณีของเพจดาร์ค ก็เป็นเพียงคำกล่าวหาของฝ่ายที่เสียหาย โดยไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ตรงนี้ครับที่เป็นอันตรายในการนำเสนออย่างยิ่ง

หลายๆ เรื่อง ตัวเจ้าของหรือแอดมินของเพจดาร์คเอง ต้องออกมาขอโทษในการนำเสนอข่าวออกไป เพราะไปกระทบต่อชื่อเสียง และความสงบสุขในการดำเนินชีวิตของผู้ที่ถูกกล่าวหา และยิ่งมีคนจำนวนมากๆ ด่าทอบนโลกออนไลน์แล้ว คงไม่สามารถอยู่แบบปกติสุขได้

ที่เป็นเรื่องขึ้นมา ก็เพราะตัวเจ้าของหรือแอดมินเพจนั้น ทำหน้าที่ในการเป็นสื่อ ขัดกับหลักการข้างบนของ อาจารย์ ดร. มานะ นั่นเอง