เงิน4

เป็นข่าวดังกันแล้ว กรณีที่บรรดาครูทั้งหมาย ประกาศ ปฎิญญามหาสารคาม เพื่อพักการชำระหนี้เงินกู้จากธนาคารออมสิน อาจจะเป็น “สินเชื่อเพื่อพัฒนาชีวิตครู” หรือ “สินเชื่อโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบอาชีพทางการศึกษา” โดยมีข้ออ้าง ดังนี้ “สินเชื่อนี้ ทำให้ต้องแบกรับภาระหนี้สินเป็นจำนวนมาก ซึ่งในการคิดดอกเบี้ยของธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้กับเพื่อนครู คิดอัตราดอกเบี้ยเหมือนธนาคารพาณิชย์ และปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ มีการหักเงินจากผู้กู้ในแต่ละเดือนเป็นค่าดอกเบี้ยแทบทั้งหมด จนกว่าจะได้ดอกเบี้ยครบก่อน แล้วจึงหักเงินต้น ทำให้ผู้กู้ต้องเสียค่าดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 เท่าของเงินต้น ในระยะเวลานานถึง 30 ปี ยกตัวอย่างเคสของตน กู้เงินมาจำนวน 1.2 ล้านบาท หักเงินเดือนละกว่า 7,000 บาท ซึ่งส่งเงินมาแล้วระยะเวลา 7 ปี เงินต้นลดลงเพียง 100,000 บาท ยอดหนี้ยังอยู่ที่ 1.1 ล้านบาท นอกจากนี้ยังบังคับให้ทำประกันชีวิตอ้างว่า เพื่อประกันความเสี่ยงของธนาคารออมสิน โดยบังคับหักเงินค่าประกัน 10 ปี งวดเดียว 80,000 – 200,000 บาท รวมแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท โดยผู้กู้ไม่ได้รับประโยชน์หรือดอกผลจากเงินจำนวนดังกล่าวเลย แต่ผู้ได้รับประโยชน์มหาศาลคือ บริษัทประกัน ธนาคารออมสิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” 

คำถาม เมื่อผมเจอข่าวนี้ คือ สินเชื่อประเภทนี้ แตกต่างจากสินเชื่อประเภทบุคคลอื่น ที่ธนาคารออมสินปล่อยให้กู้หรือไม่

อันที่จริง สินเชื่อประเภทบุคคลของธนาคารออมสิน มีการปล่อยกู้ให้หลากหลายกลุ่มอาชีพ ตั้งแต่พนักงานเอกชน ข้าราชการ ทหาร หมอ พยาบาล เภสัช และอื่นๆ รวมไปถึงครูด้วย แสดงว่า สินเชื่อครู ไม่ได้แตกต่างจากสินเชื่อบุคคล ประเภทอื่นๆ ของธนาคาร

คำถามต่อมาว่า สินเชื่อของครูนี้มีดอกเบี้ยที่แพงกว่ากลุ่มอาชีพอื่้นๆ หรือไม่

จากตารางด้านล่างแสดงให้เห็นว่า เงินกู้จากสินเชื่อนี้ คิดดอกเบี้ยตาม MRR สำหรับสินเชื่อเพื่อพัฒนาชีวิตครู และ MRR-0.85% กรณีสินเชื่อโครงการเกื้อกูลวิชาชีพทางการศึกษา ขณะที่สินเชื่ออื่นๆ ในกลุ่มนี้มีอัตราที่ MRR เป็นส่วนใหญ่ แสดงว่า สินเชื่อเพื่อครูนี้ มีอัตราดอกเบี้ยเท่ากับหรือน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ ไม่ได้มีอัตราที่สูงกว่ามากมายอะไรเลย

เงิน2

ยิ่งเปรียบเทียบกับสินเชื่อกลุ่มอื่นๆ นอกจากนี้จากตารางข้างล่างจะยิ่งเห็นชัดว่าเงินกู้เพื่อครูนั้นมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอีกหลายๆ กลุ่ม เช่น กลุ่มที่ทีดอกเบี้ยแพงที่สุด คือ สินเชื่อสวัสดิการอเนกประสงค์สำหรับพนักงานเอกชน กรณี ไม่ประสงค์ทำประกันชีิวตเพื่อประกันสินเชื่อ คือ MRR + 4.25%

เงิน3

 

สรุปว่า กลุ่มครู ไม่ได้มีดอกเบี้ยที่แพงกว่ากลุ่มอื่นๆ เลย แถมจะถูกกว่าเสียด้วยซ้ำ ส่วนที่ครูอ้างว่า ผ่อนเป็นเวลานาน จ่ายแต่ดอกเบี้ย ไม่ได้จ่ายเงินต้นเลย ยิ่งเป็นปล่อยความเสร่อของครูออกมา เพราะเงินกู้ธนาคารที่มีการผ่อนเป็นระยะยาวๆ ช่วงแรกๆ จะเป็นการจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นอยู่แล้ว เมื่อใกล้ๆ ที่หนี้จะครบกำหนด จึงจะเป็นการจ่ายคืนเงินต้นเป็นสัดส่วนที่มากกว่าดอกเบี้ย

นอกจากนี้ในเรื่องหลักประกัน ของกลุ่มครูมีสิทธิพิเศษกว่าอีกหลายๆ กลุ่มคือ ไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ในการทำค้ำประกัน แต่สามารถใช้บุคคลในการทำค้ำประกันได้ ซึ่งทำให้เกิดการค้ำประกันเป็นวง คือ ต่างฝ่ายต่างค้ำประกันเงินกู้ให้กัน

ในส่วนของการประกันชีวิต คือก็เป็นเรื่องการคุ้มครองความเสี่ยงของธนาคาร คือ หากผู้กู้เกิดตายลง ก็จะได้เงินจากเงินประกันเอามาจ่ายหนี้ได้ ไม่ใช่ ตายแล้ว หนี้จะสูญ

ดังนั้น การขอผัดผ่อนหนี้สินของบรรดาข้าราชการครูนั้น ไม่สมด้วยเหตุผล เป็นไปด้วยความอยากของตนเองเพื่อให้รอดจากการถูกควบคุมบังคับให้จ่ายหนี้นั่นเอง ยิ่งการที่ข้าราชการเรียกร้องว่า ห้ามหักเงินเดือนของตนมาชำระหนี้ ซึ่งที่จริงเป็นเรื่องที่ถือปฎิบัติกันมาช้านาน นั่นจะยิ่งแสดงธาตุแท้ของคุณครุกลุ่มนี้ออกมาครับ