ไวน์แดงชั้นดี จากเมืองบอร์กโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส ที่ผู้เชี่ยวชาญไวน์ต่างประเทศ ยกให้เป็นไวน์ “ฟ้าประทานผสมผสานฝีมือมนุษย์” อย่างชาโต เปตรุส (Chateau Petrus) ซึ่งหากเป็นวินเทจในรุ่นที่รสชาติยอดเยี่ยมจะมีราคาเกินกว่า 200,000 บาท ถือเป็นไวน์ระดับตัวพ่อที่คอไวน์ที่แท้จะพยายามขวนขวายได้ลิ้มลอง ที่หากว่าได้ดื่มแล้ว จะไม่ยอมปัสสาวะออกมาเลยทีเดียว ทั้งนี้ไวน์นี้ถูกยกระดับ ได้รับการกล่าวขานว่า “Wines to try before you die” กันเลยทีเดียว 

          คนระดับอย่างเราๆ ท่านๆ ที่กินไวน์ ก็ได้แค่ สปราย ไวน์คูลเลอร์ คงอดสงสัยไม่ได้ว่า ราคาระดับนั้น กินแล้วมันจะบินได้เลยเชียวหรือ

แน่นอน มันบินไม่ได้แน่ครับ แต่เพราะเรื่องเล่าต่อไปนี้ ทำให้ไวน์แดง ชาโต เปตรุส มีราคาแพง ดังนี้ครับ

ไวน์แดง ชาโต เปตรุสใช้องุ่นแมร์โลต์ (Merlot) แทบจะเรียกได้ว่า 100% มีผสมกาแบร์เนต์ ฟรัง (Cabernet Franc) เป็นบางปี แหกคอกจากไวน์บอร์กโดซ์ทั่วไปที่ใช้องุ่นกาแบร์เนต์ โซวีญยอง (Cabernet Sauvignon) เป็นหลัก ตาองุ่นของชาโต เปตรุส กำหนดให้มีเพียง 8 ตา แม้การมี 10 ตาจะทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มอีกถึง 25% แต่เขาไม่สน เพราะต้องให้องุ่นได้อาหารเพียงพอ เป็นการเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ส่วนกรรมวิธีในการผลิตนั้น ใช้วิธี Crop Thinning ตัดกิ่งที่งอกงามทิ้งในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ชาวไร่ข้างๆ บอกว่า ท่าจะบ้าเหรอ ดันไปตัดของดีทิ้ง การทำเช่นนี้ทำให้กิ่งก้านที่เหลือดูดดื่มอาหารได้เต็มที่ เป็นการเค้นให้ผลองุ่นมีรสเข้มข้นยิ่งขึ้น

ด้านการเก็บเกี่ยวองุ่น จะทำในเดือนตุลาคม โดยจะใช้มืออาชีพ 180 คนลงแขกเก็บองุ่นที่มีเพียง 14 เฮกตาร์ (1 เฮกตาร์ = 6 ไร่ 1 งาน) รอให้น้ำค้างระเหยไปก่อน เริ่มเก็บเกี่ยวเวลาเที่ยงตรง และต้องให้เสร็จภายใน 4 ชั่วโมง ก่อนที่ความชื้นจะมาเกาะอีกในตอนเย็น ที่สำคัญอีกประการ ก็คือ ชั้นดินของ ชาโต เปตรุส เป็นดินหลังเต่า (ขณะที่ชั้นดินของเจ้าอื่นเป็นพื้นราบ) เป็นดินเหนียวผสมกรวดทราย เป็นเขตที่เรียกว่า ‘รูกระดุม’ (Button Hole Petrus boutonnière) ชั้นดินยิ่งลึกลงไป ดินจะเปลี่ยนสีมีแร่ธาตุเหล็กอุดมสมบูรณ์ เหมาะที่สุดกับการปลูกองุ่น Merlot พื้นที่รูกระดุมแบบนี้ไม่มีที่ไหนในโลก เป็นเขตที่พระเจ้าประทานมาให้เฉพาะ ชาโต เปตรุส เท่านั้น (ข้อมูลจาก www.dooddot.com/wine-no-7-expensive-wine/)

และจากเหตุผลดังกล่าว ก็เพียงพอที่ทำให้ราคาของ ชาโต เปตรุส สูงกว่า 200,000 บาทต่อขวด

ข้ามฟ้ามาลงที่เกาะญี่ปุ่น หากพูดถึงเนื้อชั้นดี เนื้อมัทสึซากะ จากเมืองมิเอะ ที่มีราคาต่อกิโลกรัม เกิน 10,000 บาท ซึ่งถือเป็นเนื้อชั้นดีสูงสุด 1 ใน 3 ของประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับ เนื้อโกเบ จากเมือง เฮียวโงะ และเนื้อโอมิ จากเมืองชิงะ

          เรื่องเล่าที่เนื้อมัทสึซากะมีราคาแพงนั้น เริ่มที่ว่า ในเมืองมีเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวที่ขึ้นทะเบียนจำนวน 108 คน เลี้ยงวัวเนื้อีวมกันประมาณ 10,000 ตัว แต่ที่ผ่านเกณฑ์ของเนื้อมัทสึกซากะนั้นมีเพียง 250 ตัวเท่านั้น ทั้งนี้ เนื้อมัทสึซากะ จะต้องเป็นเนื้อวัวญี่ปุ่นดำ และต้องเป็นวัวเพศเมียที่ไม่เคยผสมพันธ์และเลี้ยงในฟาร์มเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 30 สัปดาห์ โดยวัวเหล้านี้จะมีที่มาจากหุบเขาทาจิมะในเขตจังหวัดเฮียวโงะ โดยเกษตรกรจะไปซื้อลูกวัวอายุประมาณ 7-8 เดือนจากแหล่งในหุบเขาทาจิมะ แล้วนำมาเลี้ยงในฟาร์มในเมืองมัทสึซากะ ทั้งนี้ลูกวัวแต่ละตัวจะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 5 แสนเยน

          อาหารสำหรับวัวเนื้อมัทสึซากะ ได้แก่ กากถั่วเหลือง ข้าวสาลีป่นและฟางข้าว ซึ่งเป็นอาหารที่กากใยสูงและทำให้กระเพาะขยายตัว และทำให้วัวกินได้มากขึ้น ซึ่งสูตรผสมอาหารที่ใช้เลี้ยงวัวจะเป็นความลับของเกษตรกรแต่ละราย นอกจากนี้เกษตรกรบางรายยังให้วัวดื่มเบียร์เพื่อช่วยให้เจริญอาหาร เพื่อให้ไขมันกระจายตัวในเนื้อได้ดีขึ้น นอกจากนี้เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของเมืองมิเอะ ขนานนามเนื้อมัทสึซากะว่า “งานศิลปะแห่งเนื้อ” ทั้งนี้รสชาติของเนื้อโกเบ ให้ความรู้สึกเหมือนรับประทานฟัวกรา ขณะที่เนื้อมัทสึซากะให้ความรู้สึกเหมือนรับประทานเนื้อวัวมากกว่า

          อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เนื้อมัทสึซากะแพงมากๆ ก็คือ การบรรยายลักษณะของชื้นเนื้ออย่างมีศิลปะว่าจะมีไขมันกระจายตัวในชิ้นเนื้ออย่างสมมาตรเป็นลวดลายเหมือนหินอ่อน ทำให้ภาพของเนื้อมัทสึซากะลอยเด่นออกมาเลยทีเดียว

          สิ่งที่เหมือนกันของเรื่องเล่าทั้งสองเรื่อง คือ ความปราณีตในการปลูกหรือกลั่นองุ่นหรือการเลี้ยงดูวัวให้ดูมีรายละเอียด มีเรื่องที่สามารถเล่าขานต่อๆ กันไป จนทำให้ไวน์หรือเนื้อที่ได้ดูคล้ายเป็นศิลปะชิ้นงามที่รังสรรค์โดยนักศิลปะผู้มีชื่อเสียง (ข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/wiki/เนื้อมัทสึซากะ)  

          และเมื่อมันกลายเป็นศิลปะ ความแพงก็จะตามมาครับ

เมื่อคิดถึงการแต่งตัวแบบที่เน้นไปยังคนชั้นทำงานกลางแจ้ง (Blue Collar) กางเกงยีนส์ถือเป็นเสมือนตัวแทนของคนกลุ่มนี้ และเมื่อพูดถึงยีนส์ ยี่ห้อที่ทำเราจดจำมากที่สุด คือ Levi’s อันเนื่องมาจากภาพลักษณ์ที่สรรสร้างจากดารานักแสดงรวมไปถึงนักการเมืองระดับประธานาธิบดี

150 ปี ของ Levi’s นี้ คงไม่ได้มีความหมายเพียงว่า นี่คือ Brand ที่ ผลิตกางเกงยีนส์ออกมาเป็นรายแรกๆของโลกเท่านั้น แต่ย่อมหมายถึงคุณภาพ ที่เชื่อถือได้ เป้าหมายที่ชัดเจน และการทำการตลาดแบบครบวงจร ตั้งแต่ 150 ปีที่แล้ว ประเดิมที่ชุดแต่งกายสบายๆ เจนตาแบบนี้… เสื้อยืด กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ…อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ในสังคมไทย ทว่าสิ่งนี้แหละ คือ การรับวัฒนธรรมการแต่งตัวมาจากสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกางเกงยีนส์ต้องเป็น Levi’s ที่จะให้ความรู้สึกมั่นใจและเท่กับผู้สวมใส่ มาถึงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดในยุค เจมส์ ดีน พระเอกชื่อดังสมัยนั้นสวมใส่ยีนส์ทุกครั้ง ไม่แตกต่างกับ คลิ้นต์ อีสต์วู้ด ในยุคต่อมา ริชาร์ด เกียร์ ใช้ลีวายส์ 501XX ขึ้น ลายเนื้อทราย ทำให้คนดูภาพของเขาถึง แอบอิจฉาลึกๆ กับความงามของกางเกงยีนส์ สำหรับ จอห์น เดนเวอร์ เลือกใส่เสื้อยีนส์ลีวายส์ ผ้าแชมเบรย์ ซึ่งเป็นรุ่นไม่ซีดจาง บ็อบ ดีแล่น ก็เลือกใช้ลีวายส์ ฝ่ายนางเอกสาว มาดอนน่า ใส่ลีวายส์กระดุมเป็นหลัก ส่วน บรูค ชีลด์ส ก็ใส่ยีนส์ตลอดเวลา เช่นเดียวกับดาราสาว ผิวดำ ไทร่า แบงค์ส จากเรื่อง Coyote Ugly เลือกใช้ ลีวายส์  ส่วนอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จอร์จ บุช, โรนัลด์ เรแกน, จิมมี่ คาร์เตอร์ ต่างก็ชื่นชอบการใส่ยีนส์ตามแบบฉบับของตน โดยเฉพาะคาร์เตอร์ ได้ประกาศให้สาธารณชนรับทราบว่า “I am one of their best customer” (ข้อมูลจาก https://oaepshop.hatenablog.com/entry/2018/01/19/163115)

การบอกเล่าผ่านดารานักแสดงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดภาพที่ตรึงความทรงจำของผู้ชม บรรดาเคาบอยที่ใส่กางเกงยีนส์ขวักไขว่จนกลายเป็นวัฒนธรรม   ตั้งแต่แฟชั่นเข้ามาหากางเกงยีนส์และครองใจคนทั่วโลกในปี 1955 เมื่อพระเอกหมายเลขหนึ่งในช่วงเวลานั้น เจมส์ ดีน สวมใส่กางเกงชนิดนี้ในภาพยนตร์เรื่อง Rebel Without a Cause (1955) ทำให้การแต่งกายแบบเสื้อยืด+กางเกงยีนส์ กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัยรุ่นหัวขบถโดยปริยาย หรือหนังอย่าง Once Upon a Time in the West (1968) ภายใต้กฎ “พนันการอ้างสิทธิ์” ที่ทำให้กางเกงยีนส์ ขุมทอง และ คาวบอย จึงกลายเป็นคนละเรื่องที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินเดียวกัน 

จากตัวอย่างที่เล่ามาทั้ง 3 เรื่อง สรุปได้ว่า การที่เราจะสร้าง Brand ขึ้นมาสัก Brand หนึ่งนั้น การใช้เรื่องเล่า เป็นเครื่องมืออันทรงพลังยิ่งต่อการตอกย้ำให้ผู้บริโภคระลึกถึง และเรื่องเล่าที่ใช้นั้นมีความละเมียดเท่าไร ก็จะทำให้ราคาสินค้าของเราสูงขึ้นตามไปด้วย (แต่แน่ละมันจะต้องอยู่บนพื้นฐานของสินค้านั้นจะต้องมีคุณภาพ)

แต่การเล่าเรื่องเพื่อสร้างแบรนด์นี้ หนังสือหลายๆ เล่มแนะนำราวกับว่าเรื่องที่จะเล่าคือละครบทหนึ่ง ซึ่งจริงๆ ก็สามารถที่จะเปิดเรื่องให้มีการปูเรื่องราว บอกกล่าวถึงเบื้องต้นว่า เหตุการณ์อยู่ในเมืองใด หรืออยู่ในสภาพแวดล้องแบบใด จากนั้นก็มีการเปิดตัวละคร ต่อด้วยจุด Climax ของเรื่อง คือ ความขัดแย้งระหว่างตัวละคร จนในที่สุดก็เป็นเรื่องจุดสรุปหรือคลี่คลายเหตุการณ์ แต่นั้นอาจจะเหมาะกับการบอกเล่าผ่านสื่อโฆษณาโทรทัศน์ หรือคลิปสั้นๆ

จริงๆ การบอกเรื่องเล่าในสื่อแบบดิจิทัล สามารถทำได้หลายๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบอกเล่าผ่านการเขียน ผ่านการทำ Infographic ผ่านการทำคลิปลงใน YouTube หรือการทำไลฟ์สด ก็ได้ หัวข้อสำคัญของเรื่องที่จะเล่าคือ คุณต้องกำหนดความเป็นตัวตนของ Brand ของคุณว่าคุณต้องการจะสื่อถึงอะไร และเรื่องที่จะเล่าในแต่ละตอนนั้นควรเล่าเพียงจุดเด่นจุดเดียวที่จะสะท้อนตัวตนนั้นๆ เท่านั้น หากจะเน้นไปจุดอื่น ก็ควรจะสร้างเป็นเรื่องเล่าใหม่

ยกตัวอย่าง ไวน์แดง ชาโต เปตรุส ตัวตนของมันคือ ความซับซ้อนในการปลูกและดูแลเป็นอย่างดี ทำให้ได้รสชาติไวน์ที่กลมกล่อม ที่นี้จุดที่เราจะเล่นเพื่อบอกถึงการปลูกและดูแลอย่างดี เราอาจจะเน้นไปที่การใช้องุ่นแมร์โลต์ หรือการใช้วิธี Crop Thinning หรือเรื่องของการใช้ตาองุ่นเพียง 8 ตา แทนที่จะเป็น 10 ตาอย่างทั่วไป โดยเล่าเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว แต่ตอนต่อไป ก็ค่อยเปลี่ยนเรื่องใหม่เล่าได้ แต่ยังอยู่ในเรื่องของความซับซ้อนในการปลูกและดูแลเป็นอย่างดี ทั้งนี้การเล่าเรื่องต้องทำอย่างต่อเนื่อง และเกี่ยวข้องไปในทุกๆ กิจกรรม จนกระทั่งกลุ่มลูกค้าสามารถจดจำเป็นเอกลักษณ์ของ Brand เราได้